แดงสังคมนิยม

บทบาทแท้ของนายภูมิพล

E-mail Print PDF

 

บทบาทแท้ของนายภูมิพล และสถาบันกษัตริย์ไทย นิยายและความจริง

บทนำ

ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ นายภูมิพล ในฐานะกษัตริย์ไทย ได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นประมุขในนิยาย เพื่อให้อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยอันประกอบไปด้วยทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุน ได้ปกครองกดขี่ขูดรีดพลเมืองด้วยความสะดวกสบาย แต่นิยายเรื่องกษัตริย์นี้ไม่ได้รับการเชื่ออย่างเบ็ดเสร็จ ในบางยุคบางสมัยมีพลเมืองไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับระบบกษัตริย์ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และในปัจจุบันหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าในปี ๒๕๕๓

อ่านต่อ....

 

 

กษัตริย์ภูมิพลเป็นคนที่ไร้ความกล้าหาญ ไร้ความสามารถที่จะเป็นผู้นำ และในความจริงเป็นคนที่ไร้อำนาจในสังคมไทยอีกด้วย แต่เขาไม่ใช่เหยื่อที่เราควรสงสาร เพราะเขาได้ประโยชน์ส่วนตัวมหาศาลจากบทบาทการเป็นกษัตริย์ และบทบาทการเป็นสัญลักษณ์ของ “ลัทธิกษัตริย์” ที่อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยมอบหมายให้เขาทำ

การเสนอว่า “นายภูมิพลไม่มีอำนาจ แต่มีบทบาทสำคัญในทางลัทธิความคิด” เป็นการเสนอความคิดที่ขัดแย้งโดยตรงกับสิ่งที่อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยพยายามยัดเยียดให้ประชาชนเชื่อ และที่น่าสนใจคือ เป็นการเสนอความคิดที่ขัดแย้งกับแนวคิดหลักของคน “หูตาสว่าง” ในยุคปัจจุบัน เช่นความคิดของอ.ชูพงษ์ หรือของ นปช. ยูเอสเอ เป็นต้น ในกรณีฝ่าย อ.ชูพงษ์ นปช. ยูเอสเอ หรือหนังสือ “ไทยใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่” โดยดารณี รวีโชติ (บรรณาธิการ) มีการอธิบายว่าเรื่อง “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” เป็นเพียงภาพลวงตาที่นายภูมิพลสร้างขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเขาสรุปว่านายภูมิพลเป็นกษัตริย์“สมบูรณาญาสิทธิราชย์” แต่สำหรับอำมาตย์ชนชั้นปกครอง เขาเสนอว่านายภูมิพลเป็นทั้ง “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” และ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” พร้อมกัน

อย่างไรก็ตามในรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นแนวอำมาตย์หรือแนว ชูพงษ์ ความคิดว่านายภูมิพลมีอำนาจสูงสุดเป็นความคิดที่สร้างภาพกษัตริย์ขึ้นมาให้เราเกรงกลัว โดยมองข้ามอำนาจและบทบาทของทหาร ข้าราชการชั้นสูงและนายทุน

“เสื้อแดง” บางกลุ่มในยุคนี้ เช่น อ.ชูพงษ์ ขยันโจมตีเจ้าด้วยวาจาเกินเหตุ เพื่อรับใช้ทหารบางกลุ่มที่อยากครองอำนาจต่อไปในอนาคตหลังจากที่ภูมิพลเสียชีวิตไปแล้ว เพราะการเน้นแต่การวิจารณ์เจ้า ทำให้เรามองข้ามทหาร ยุทธวิธีที่สร้างความสับสนแบบนี้เคยถูกใช้ในอดีต เพื่อสร้างความแตกแยกในขบวนการคอมมิวนิสต์ โดยลูกศิษย์ของอ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และ อ.ชูพงษ์ ก็มาจากแนว ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ดังกล่าว

การที่มนุษย์สร้างคนหรือสิ่งสามัญประจำวันขึ้นมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีฤทธิ์มีอำนาจ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ขอยกตัวอย่างการสร้างพระพุทธรูป (หรืออาจใช้ตัวอย่างการสร้างรูปปั้นพระเยซูหรือเทพเจ้าฮินดูก็ได้) พระพุทธรูปที่คนไทยกราบไหว้อยู่ทุกวัน เริ่มต้นจากดินเผา หรือโลหะ ที่มนุษย์สกัดจากพื้นผิวโลก แล้วมาหล่อมาปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นมีการทาสีแปะทอง แล้วนำมาไว้ในวัด ชาวพุทธซีกส่วนน้อยที่ให้ความสำคัญกับปรัชญาเหนือสิ่งอื่น อาจไม่ลืมว่านั้นคือแค่สัญลักษณ์ของความคิดของพระพุทธเจ้าผู้ที่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่สำหรับชาวพุทธส่วนใหญ่ จะมีการมองว่าพระพุทธรูปดังกล่าว ซึ่งปั้นขึ้นโดยมือคน กลายเป็นสิ่งที่มี “อำนาจ” และ “ความศักดิ์สิทธิ์” ชาวพุทธที่คิดแบบนี้ ไม่ได้ “โง่” หรือเชื่อศาสนาในทางที่ “ผิด” ความเชื่อในศาสนาเป็นรูปธรรมเสมอ ไม่มีแนวที่ผิดหรือถูก และเขามีสาเหตุที่เขาอยากเชื่อว่าพระพุทธรูปมี “อำนาจ” ทั้งๆ ที่ตามหลักวิทยาศาสตร์ พระพุทธรูปก็เป็นแค่ดินเผา หรือโลหะ ที่ไม่มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญคือความเชื่อใน “อำนาจ” ของสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากโลก มีความหมายในทางสังคม และกลายเป็นเครื่องมือ ในการบริหารสังคม ในการกดขี่ขูดรีด หรือในการสร้างความหวังให้มนุษย์ ฯลฯ กระบวนการนี้ ชาวมาร์คซิสต์ เรียกว่า “การสร้างสภาวะแปลกแยก” (Alienation)

ในกรณีนายภูมิพล เขาเป็นเพียงมนุษย์สามัญเหมือนท่านผู้อ่านหรือผู้เขียนเอง เขาต้องขี้เยี่ยวหรือตดเหมือนเรา เขาต้องเกิดแก่เจ็บตาย ต้องมีทุกอารมณ์ของความเป็นมนุษย์ แต่เขาถูกอำมาตย์ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นมาให้ดูเหมือนมี “อำนาจ” และ “ความศักดิ์สิทธิ์” ถึงขนาดเทวดา เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกครองเรา นี่คือประเด็นที่พวก “หูตาสว่าง” ในยุคนี้มองข้ามเสมอ

บทความนี้จะพยายามพิสูจน์ข้อเสนออันนี้ ในขณะที่วิเคราะห์บทบาทอื่นๆ และนิยายต่างๆ เกี่ยวกับกษัตริย์ภูมิพล

Dim lights Embed Embed this video on your site

นิยายการเป็นเทวดา

ชนชั้นปกครองไทยพยายามกล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า นายภูมิพลเป็นทั้ง “กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์” และ “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” พร้อมกัน การที่ความเชื่อนี้ไม่สมเหตุสมผลไม่สำคัญ เพราะมีการรณรงค์ผ่านโรงเรียนและสื่อให้เราเชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจเหนือชีวิตของเรา มีการสั่งสอนให้เราทั้งรักและทั้งกลัวอำนาจกษัตริย์ และในบรรยากาศแบบนี้ โดยเฉพาะบรรยากาศความกลัว เหตุผลและปัญญาก็สูญหายไปง่าย ข้อเสนอของชนชั้นปกครองนี้ ไม่ใช่ความพยายามที่จะทำให้เราเข้าใจและวิเคราะห์สถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามให้ประชาชนเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการจงรักภักดีต่อและเกรงกลัวผู้ปกครองที่เป็นเสมือนพระเจ้าหรือเทวดา ความคิดนี้เป็นความพยายามที่จะหลอกเรา เพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครองทั้งชนชั้น โดยเฉพาะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่

ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์และการเงียบเฉยของนายภูมิพล รวมถึงพฤติกรรมสนับสนุน พันธมิตรฯ ของราชินีและลูกชาย ประชาชนเสื้อแดงจำนวนมาก หลายล้านคน กลายเป็น “ผู้เคยรักเจ้าที่ตาสว่าง” มีการเปลี่ยนจากการ “รัก” ไปเป็นการ “เกลียดชัง” เจ้า และเวลาคนเสื้อแดงพันๆ คนตะโกนร้องว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” ที่ราชประสงค์ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓ เราอาจเดาได้ว่าในใจเพื่อนๆ ของเราเหล่านั้นจำนวนมาก เขาหมายถึงนายภูมิพล

แต่สิ่งหนึ่งที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังสลัดออกจากหัวไม่ได้คือ “ความกลัว” ที่มีต่อนายภูมิพลและราชวงศ์ เพราะยังเชื่อในอำนาจของกษัตริย์ที่ชนชั้นปกครองกล่อมเกลามานาน แทนที่จะเห็นทะลุนิยายว่านายภูมิพลเป็นแค่สัญลักษณ์ของลัทธิกษัตริย์ เขาแค่เปลี่ยนจากความรักเป็นความเกลียด คนเสื้อแดงต้องพยายามฝ่าฟันความรู้สึกกลัวอันนี้ และเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกสมเพชดูถูกกษัตริย์และราชวงศ์ที่เป็นกาฝากของสังคม เราต้องดูถูกสมเพชในแง่ที่พวกนี้ไม่มีปัญญาและความสามารถแต่กลับชื่นชมในนิยายที่ทำให้ตนเองเป็นเทวดา และเราต้องสมเพชที่เขาไม่มีความกล้าที่จะรับผิดชอบอะไร กล้าแต่จะรับผลประโยชน์จนรวยเท่าฟ้าเท่านั้น

อย่าลืมว่าความกลัวและการขาดความมั่นใจ เป็นอุปสรรค์สำคัญในการใช้ปัญญาของพวกเรา ถ้าเรายังกลัวอยู่ เราจะไม่กล้าสู้กับอำมาตย์เต็มที่เพื่อสร้างประชาธิปไตย และเราจะไม่สู้กับทหารเพราะเรามองข้ามบทบาทเลวทรามของทหาร แต่ผู้เขียนต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวพ้นความกลัว ในเมื่อมีคนติดคุกและคนโดนฆ่าจำนวนมาก

ภาพของสถาบันกษัตริย์ที่ดูเข้มแข็งและมีอำนาจ ที่ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางความกลัว เป็นภาพลวงตา ภาพลวงตานี้มีวัตถุประสงค์อะไรสำหรับชนชั้นปกครอง? การพูดคุยในเรื่องแบบนี้เราทำไม่ได้ในสังคมเปิด นี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสพิจารณาข้อถกเถียงเกี่ยวกับอำนาจของนายภูมิพลอย่างเต็มที่

การสร้างภาพของกษัตริย์ว่ามีอำนาจสูงสุดดุจเทวดา เป็นวิธีหาความชอบธรรมให้กับตนเองของชนชั้นปกครองไทยที่ไม่ใช่กษัตริย์หรือราชวงศ์ พูดง่ายๆ พวกทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมือง รวมถึงนายทุนใหญ่ เป็นผู้ที่มีอำนาจจริงในสังคม และเป็นผู้ที่ตัดสินใจทำอะไรเองเสมอ เขาเป็น “เหี้ยที่สั่งฆ่าประชาชน” แต่เขาจะสร้างภาพว่าทำทุกอย่างเพื่อกษัตริย์ หรือทำตามคำสั่งของกษัตริย์หรือราชินี ส่วนนายภูมิพลในฐานะกษัตริย์ ก็มีหน้าที่ในการประทับตรา ชม และให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ชนชั้นปกครองทำ การปราศรัยของนายภูมิพลมักจะมีลักษณะกำกวมตีความได้หลายด้าน บ่อยครั้งไม่มีสาระอะไรมากมาย แต่นั้นคือโอกาสของชนชั้นปกครองที่จะตีความเข้าข้างตนเอง และเป็นโอกาสของนายภูมิพลที่จะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แต่อย่าหลงคิดว่านายภูมิพลเป็นเหยื่อ เขากอบโกยผลประโยชน์มากมายจนเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก และเป็นคนไทยที่รวยที่สุดอีกด้วย[1]

แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นตัวอย่างที่ดีของข้อเสนอกำกวม ในเนื้อหาไม่มีอะไรในรูปแบบทฤษฏีบริหารเศรษฐกิจเลย ไร้สาระด้วยซ้ำ แต่ใน “คำขวัญ” ที่พยายามสื่อออกมา มันเป็นลัทธิที่แช่แข็งและให้ความชอบธรรมกับความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะเสนอว่าไม่ควรมีการเปลี่ยนสถานะหรือมีการกระจายรายได้แต่อย่างใด ไม่ต้องมีสวัสดิการ เพียงแต่ว่าคนจนต้อง “ทำใจ” อยู่กับความจนของตนเองด้วยการใช้ชีวิตอย่างพอเหมาะ มันสอดคล้องกับแนวคิดของพวกเสรีนิยมกลไกตลาดของคนที่ใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์และนักวิชาการกระแสหลักอีกด้วย

ในวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๓ นายภูมิพล พูดให้คณะองคมนตรี และภริยาว่า บุคคลที่นับได้ว่า มีสิ่งต่างๆ มากกว่าผู้อื่น สมควรที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือแบ่งปันแก่ผู้ไม่มี อย่างพอเหมาะพอสม และตนเองไม่เดือดร้อน ส่วนผู้ที่ไม่มี ก็ควรพยายาม ไม่ควรรอคอยแต่ความช่วยเหลือ หรือคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ หากช่วยเหลือกันดังนี้แล้ว บ้านเมืองก็จะสงบสุข [2] แต่ถ้านายภูมิพลจริงใจในคำพูดของตนเองเขาจะต้องกระทำบางอย่างเป็นรูปธรรมคือ

1. สละมหาสมบัติทั้งหลายในธนาคาร บริษัทใหญ่ฯลฯ และยกให้ประชาชนไทย เพื่อเป็นกองทุนสร้างรัฐสวัสดิการ

2. ประกาศขายวังทั้งหมด แล้วนำเงินนี้เข้ากองทุนเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ โดยสงวนบ้านพักขนาดเล็กพอเหมาะให้ตนเองอยู่

3. แจ้งรัฐบาลว่าจะปฏิเสธเงินจากภาษีประชาชน และจะเลี้ยงดูตนเองด้วยรายได้พอเหมาะ เช่นเงินเดือนเท่ากับนายกรัฐมนตรี

4. สั่งให้คนอื่นในครอบครัวทำเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากนายภูมิพลไม่จริงใจ ที่มาที่ไปของคำพูดต่อองค์มนตรีคือ พวกอำมาตย์เริ่มกลัวว่ากระแสไม่เอาเจ้าที่มาแรง อำมาตย์เลยน่าจะกระซิบบอกนายภูมิพลทำนองว่า เอาใจชาวบ้านหน่อย....แต่ไม่ต้องพูดอะไรที่เป็นรูปธรรมพ่ะย่ะค่ะ

การใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือแบบนี้ของชนชั้นปกครองไทย มีกฎหมายหมิ่นและกฎหมายคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อบังคับความจงรักภักดี และข้อหา “ล้มเจ้า” กลายเป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองด้วย มันเกิดขึ้นในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ และอีกครั้งใน เมษา/พฤษภา ๒๕๕๓

มันมีวิธีเดียวที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้คือ เราต้องล้มอำมาตย์ ลดอำนาจและบทบาทของทหาร และยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แล้วเราจะมีโอกาสสร้างประชาธิปไตย

บทบาทคู่ขนาน ทหาร กับ กษัตริย์

ถ้าเราจะสร้างประชาธิปไตยแท้ในประเทศไทย เราต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แต่ไม่ใช่เพราะกษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจบงการอะไร สาเหตุเพราะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่ ใช้ “ลัทธิกษัตริย์” เพื่อให้ความชอบธรรมกับการทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยเสมอ นอกจากนี้กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติอีกด้วย ได้แต่เสพสุขจากการทำงานของพลเมืองเท่านั้น ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดต่อไป

ถ้าเราจะเข้าใจบทบาทของกษัตริย์ภูมิพลในสังคมไทย เราต้องเข้าใจบทบาทคู่ขนานของทหารกับกษัตริย์ เพราะในสังคมต่างๆ โดยทั่วไปทั่วโลก ชนชั้นปกครองจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้อำนาจข่มเหง และการสร้างความชอบธรรมสำหรับตนเองในสายตาประชาชนพร้อมๆ กัน และการใช้อันใดอันหนึ่งตามลำพังมีประสิทธิภาพต่ำเกินไปที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชนชั้นปกครอง

ในไทย กษัตริย์ภูมิพลคือสัญลักษณ์ของลัทธิอนุรักษ์นิยม ที่ให้ความชอบธรรมกับอำนาจของอำมาตย์ชนชั้นปกครอง โดยเฉพาะอำนาจทหาร และทหารคือผู้ใช้อำนาจข่มเหงประชาชนและสังคมด้วยอาวุธ อย่าลืมว่าทหารไทยเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำอีก และทุกครั้งจะอ้างถึงกษัตริย์ แต่กษัตริย์ภูมิพลไม่มีอำนาจเอง มีหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้กับทหาร แต่เป็นเครื่องมือที่ยินดีทำตามหน้าที่ เพราะได้ประโยชน์ตรงนั้นด้วย อย่างไรก็ตามภาพลวงตาที่เราเห็น คือภาพละครอำนาจ ที่เสนอว่าภูมิพลเป็นใหญ่ในแผ่นดินและทหารเป็นทหารของกษัตริย์

สี่นิยายเกี่ยวกับกษัตริย์ภูมิพล

ในสังคมเรา มีนิยายเกี่ยวกับกษัตริย์ภูมิพล ที่ไม่ตรงกับความจริง แต่ถูกผลิตซ้ำในโรงเรียน มหาวิทยาลัย พื้นที่สาธารณะและในสื่อโดยอำมาตย์ นิยายเหล่านี้มีบางส่วนที่อาจจริงบ้างเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ แต่เนื้อหาหลักๆ เป็นแค่นิยายอนุรักษ์นิยม สามนิยายแรกมีไว้เพื่อสร้างความชอบธรรมกับกษัตริย์ แต่นิยายที่สี่มีไว้เพื่อสร้างความเกรงกลัวและช่วยในการบังคับให้พลเมืองจงรักภักดี

นิยายที่จะพิจารณามีดังนี้

1. คนไทยทุกคนรักในหลวง และกษัตริย์อยู่ในดวงใจคนไทยตั้งแต่ยุคสุโขทัย

2. กษัตริย์ภูมิพลสร้างความสงบให้กับสังคม

3. กษัตริย์ภูมิพลส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคม เพราะรักประชาชน

4. กษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจสูงสุด

1. คนไทยทุกคนรักในหลวง และกษัตริย์อยู่ในดวงใจคนไทยตั้งแต่ยุคสุโขทัย จริงหรือ?

ในขณะที่คนไทยเป็นล้านอาจรัก “ในหลวงภูมิพล” คนไทยอีกส่วน เป็นล้านๆ ก็เกลียดหรือเฉยๆ และคนส่วนใหญ่ไม่เคารพราชินีหรือเจ้าฟ้าชายแต่อย่างใด

การรักกษัตริย์ของคนที่ยังไม่หูตาสว่าง ไม่ใช่การปลื้มสถาบัน แต่เป็นการมองตัวบุคคลเป็นหลัก ซึ่งแปลว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้อยู่ในดวงใจคนไทยมาตลอดตั้งแต่ยุคสุโขทัย คนไทยจะรักหรือจะชังกษัตริย์ขึ้นอยู่กับบุคคลและสถานการณ์ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมันแปลว่าในอนาคตคนไทยอาจไม่เอาระบบกษัตริย์เลยก็ได้ ซึ่งจะไม่ขัดกับ “ธรรมชาติของคนไทย” แต่อย่างใด นี่คือข้อมูลง่ายๆ ที่เข้าใจง่าย แต่ไม่มีการพูดกันอย่างเปิดเผยเพราะทุกคนมีเหตุผลที่จะกลัวกฎหมายหมิ่นฯ ที่สำคัญคือความสนใจของประชาชนที่จะอ่านหนังสือของ Paul Handley[3] หรือหนังสือทวนกระแสอื่นๆ หรือแม้แต่ที่จะแอบดู “รูปภาพเปลือยของราชวงศ์” ชี้ให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้เชื่อคำหลอกลวงของอำมาตย์แบบง่ายๆ

ตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา อำมาตย์เล่นเกมที่อันตรายสำหรับเขาและสถาบันกษัตริย์ เพราะตั้งแต่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อำมาตย์สามารถสร้างสถานการณ์ที่ความรักเจ้ามาครองใจประชาชนจำนวนมาก สาเหตุสำคัญก็เพราะฝ่ายที่ค้านเจ้าอ่อนแอและไม่สามารถนำเสนอความคิดทวนกระแสในสังคมได้อย่างเปิดเผย แต่ตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยาเป็นต้นมา อำมาตย์ทำลายรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชม ทำลายประชาธิปไตย ทำลายพรรคการเมืองที่คนส่วนใหญ่เลือก สร้างความวุ่นวายด้วยพฤติกรรมรุนแรง เช่นการยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน และการถือและใช้อาวุธกลางถนนเหมือนโจร และล่าสุดฆ่าประชาชนเสื้อแดงอย่างเลือดเย็น และทุกอย่างที่ทำไปทำในนามของการปกป้องกษัตริย์ภูมิพล ยิ่งกว่านั้นการที่ราชินีสิริกิติ์และลูกๆไปงานศพ พันธมิตรฯ หรือทหาร ก็ยิ่งทำให้คนหมดความศรัทธาในราชวงศ์มากขึ้น เราอาจพูดได้ว่าสังคมไทยกลับคืนสู่ยุคที่คนจำนวนมากในประเทศพร้อมจะพิจารณาระบบสาธารณรัฐ[4] เหมือนสมัยที่ พคท. รุ่งเรืองหลัง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หรือสมัยการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และแม้แต่นักวิชาการอนุรักษ์นิยมที่รักเจ้าอย่าง ชัยอนันต์ สมุทรวานิช ก็ยอมรับความจริงนี้[5] นอกจากนี้ในหมู่คนเสื้อแดงที่ยังรัก “ในหลวงภูมิพล” มีคนจำนวนมากที่กำลังรอให้ปู่แก่คนนี้เสียชีวิต เพราะหลังจากนั้นเขาจะเลิกรักเจ้า ไม่ชื่นชมคนต่อไป และอาจไม่เอาทั้งระบบ

ถ้ามองย้อนหลัง เราอาจคิดได้ว่าพวกอำมาตย์น่าจะปล่อยวางเรื่องการอ้างอิงกษัตริย์ตอนที่เขาทำทุกอย่างเพื่อล้มและสกัดกั้นทักษิณและพรรคการเมืองของคนเสื้อแดง เพราะดูเหมือนอำมาตย์สร้างวิกฤตให้ราชวงศ์เอง แต่อำมาตย์อาจไม่มีทางเลือกก็ได้ เพราะสำหรับอำมาตย์การสกัดกั้นและล้มรัฐบาลทักษิณกระทำผ่านกระบวนการประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะเขาไม่พร้อมจะรอและเสนออะไรที่ “ซ้าย” และดีกว่าทักษิณในการเลือกตั้งข้างหน้า จึงไม่มีวันครองใจประชาชนคนจนที่เลือกไทยรักไทยได้ ดังนั้นอำมาตย์ต้องอาศัยวิธีที่เป็นเผด็จการและขัดกับรัฐธรรมนูญ แค่อำมาตย์และพรรคพวกพูดเรื่อง “การคอร์รับชั่น” ของทักษิณก็ไม่พอ เพราะทหารและอำมาตย์อื่นๆ ก็มีประวัติการคอร์รับชั่นมายาวนาน การตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้นมา เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าเป็นรัฐบาล “ประชาธิปไตย” ก็ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการหลอกคนส่วนใหญ่ในสังคมดังนั้นอำมาตย์ต้องใช้อำนาจทหารและอำนาจศาล เพื่อข่มเหงประชาชนและเปลี่ยนรัฐบาลและสกัดกั้นรัฐบาลใหม่ของคนเสื้อแดง โดยใช้ลัทธิกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมกับสิ่งที่เขาทำ

นอกจากนี้อำมาตย์ยังกลัวอีกว่าในช่วงที่ภูมิพลอายุสูงใกล้ตาย ถ้าทักษิณยังคงเป็นนายกอยู่ ทักษิณอาจได้เปรียบในการใช้เจ้าฟ้าชายเป็นเครื่องมือเมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาล (ถ้าข่าวลือว่าทักษิณให้เงินเจ้าฟ้าชายเพื่อจ่ายหนี้การพนันเป็นเรื่องจริง) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างทักษิณกับอำมาตย์ ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างอำมาตย์ผู้รักเจ้ากับทักษิณ”ผู้ต้องการล้มเจ้า”แต่อย่างใด มันเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองสองซีกที่ต้องการใช้เจ้าเพื่อความชอบธรรมของตนเองต่างหาก

สิ่งที่อำมาตย์กลัวมากที่สุดคือ ระบบการเลือกตั้งที่ให้ประโยชน์กับพรรคของทักษิณ เนื่องจากไทยรักไทยมีนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และจะทำให้อำมาตย์เสียอำนาจและอิทธิพล และเสียผลประโยชน์เดิมที่เคยมี เช่นผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมของทหาร หรือของนักการเมืองเจ้าพ่อเป็นต้น การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา เป็นการโต้ตอบของอำมาตย์ และทำให้ทักษิณแพ้เกมในการช่วงชิงความชอบธรรมจากระบบกษัตริย์

แต่เรื่องนี้มันไม่ได้จำกัดเป็นแค่ความขัดแย้งระหว่างสองซีกของชนชั้นบนเท่านั้น มันเกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวและผลประโยชน์ของคนชั้นล่างจำนวนมากอีกด้วย ประเด็นสำคัญคือ ถ้าใครจะปกครองสังคม กลุ่มนั้นจะต้องหาทางครองใจประชาชนที่ไม่โง่เหมือนควายแต่คิดเองเป็น

กระแสไม่เอาเจ้าแบบที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ เคยมีสี่ครั้งในรอบ 150 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ท้ายรัชกาลที่ ๕ ข้าราชการทหารและพลเรือนที่ถูกสร้างมาจากการปฏิวัติสังคมของ ร๕ เริ่มไม่พอใจในระบบที่ให้ประโยชน์พิเศษกับราชวงศ์ และในที่สุดก็นำไปสู่การปฏิวัติ ๒๔๗๕[6] แต่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ มีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วยคือ ประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรในเมือง หรือชาวไร่ชาวนา ก็ไม่พอใจในรัฐบาลเผด็จการของรัชกาลที่ ๗ ที่คอยปกป้องผลประโยชน์ของราชวงศ์ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ทำให้คนตกงานและยากจนลง

หลัง ๒๔๗๕ กระแสต้านเจ้าในสังคมไทยสูงมาก และดำรงอยู่ภายใต้เผด็จการของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และรัฐบาลอื่นๆ ที่มาจากการเลือกตั้ง ในช่วงนั้นภูมิพลขึ้นมาเป็นกษัตริย์โดยอุบัติเหตุ คงเป็นเพราะเล่นปืนกับพี่ชายจนพี่ชายผู้เป็นกษัตริย์เสียชีวิต ดังนั้นภูมิพลเป็นกษัตริย์ใหม่ที่ขาดความมั่นใจอย่างยิ่ง ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำเลย และต้องไม่ออกหน้าออกตาในสังคมเพราะคนอย่างจอมพล ป. ไม่ปลื้มกษัตริย์เท่าไร ภูมิพลต้องรอถึงรัฐประหารของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐต่อกษัตริย์ และมีการเริ่มรณรงค์และสร้างความสำคัญของกษัตริย์ในสังคม[7] ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการชูลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” และบังคับความจงรักภักดีต่อกษัตริย์โดยเผด็จการทหาร[8] การที่ต้องมีการบังคับความจงรักภักดี แสดงให้เห็นว่าในยุคนั้นประชาชนจำนวนมากไม่ได้รัก “ในหลวง” ด้วยความสมัครใจเลย

ในสมัยก่อนเผด็จการ สฤษดิ์ ประชาชนจำนวนมากในชนบท ประกอบอาชีพโดยที่ไม่สนใจและให้ความสำคัญกับกษัตริย์เลย[9] นอกจากนี้ในยุคศักดินา ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นยุคกษัตริย์เกณฑ์แรงงานบังคับและทำสงครามกวาดต้อนคน ประชาชนในหมู่บ้านต่างๆ คงจะเกลียดและกลัวกษัตริย์และทหารของกษัตริย์ ไม่ว่าจะมาจากเมืองไหน ไม่มีทางที่ชาวบ้านจะรักกษัตริย์อย่างที่อำมาตย์โฆษณา ในภาคเหนือจะมีเรื่องเล่าโดยคนแก่คนชราว่า ถ้าพวกเจ้ามาแถวๆ หมู่บ้าน จะต้องเอาลูกสาวไปซ่อนไว้ก่อน

ช่วงที่สามที่เกิดกระแสต้านเจ้าในประชาชนครึ่งหนึ่งของประเทศ คือยุคที่ พคท. ขึ้นมานำการต่อสู้กับเผด็จการทหารหลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ในสมัยนั้นปัญญาชนและนักศึกษาจำนวนมาก มองว่ากษัตริย์ “ศักดินา” ภูมิพล เป็นศัตรูหลักของประชาชน[10] พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลต่อความคิดของประชาชนจำนวนมาก ทั้งในเมืองและในชนบท เพราะสามารถนำการต่อสู้กับอำมาตย์และมีสถานีวิทยุ “เสียงประชาชนไทย” ที่คนแอบฟังเป็นจำนวนมาก สถานีวิทยุนี้จะวิจารณ์ระบบกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสังเกตคือ อำมาตย์จะพยายามปกปิดประวัติศาสตร์ช่วงต่างๆ เหล่านี้ เพื่อไม่ให้เราทราบว่าคนไทยมีประวัติอันยาวนานในการต่อต้านระบบกษัตริย์ นอกจากนี้การสร้างประวัติศาสตร์ไทยเท็จ ที่เสนอว่า “สุโขทัยเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของไทย” และนิยายอื่นๆ เป็นเพียงเครื่องมือในการกล่อมเกลาประชาชนให้คิดว่า “ความเป็นไทย” แปลว่าต้องรักกษัตริย์

2. กษัตริย์ภูมิพลสร้างความสงบ ความมั่นคง ให้กับสังคมไทยจริงหรือ?

กษัตริย์ภูมิพลไม่ได้รักประชาชนและสร้างความสงบอยู่เย็นเป็นสุขแต่อย่างใด เมื่ออำมาตย์ฆ่าคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยในปี ๒๕๕๓ นายภูมิพลเงียบเฉย ทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตและสามารถพูดได้ ไม่ว่าจะอายุสูงแค่ไหน

นอกจากนี้กษัตริย์ภูมพลทราบดีว่าพี่ชายเขาตายอย่างไร แต่เงียบและปล่อยให้คนบริสุทธิ์สามคนถูกประหารชีวิต และยอมให้เรื่องนี้กลายเป็นข้ออ้างในการขับไล่ อาจารย์ปรีดี ออกจากประเทศไทย พฤติกรรมแบบนี้ช่วยสร้างระบบสองมาตรฐานในระบบยุติธรรมไทย ซึ่งถึงขั้นวิกฤตในปัจจุบัน

กษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย คัดค้านสวัสดิการเพื่อประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่เห็นด้วยกับการกระจายรายได้ สนับสนุนความรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และชมคนที่ทำรัฐประหาร ๑๙ กันยาและคนที่ทำลายประชาธิปไตย และในขณะที่ยอมให้คนยอว่าเป็น “พ่อแห่งชาติ” ตัวเองเลี้ยงลูกชายมาจนเป็นที่รังเกียจของสังคม ถ้าภูมิพลเป็นคนก้าวหน้าหรือเป็นคนดี เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหยุดวิ่งรถตามถนนหนทาง เพื่อให้ตัวเขาและญาติๆ เดินทางด้วยความสะดวกในขณะที่รถพยาบาลฉุกเฉินไม่เคยได้รับการอำนวยความสะดวกแบบนี้เลย เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหมอบคลานต่อตัวเองเหมือนกับว่าประชาชนเป็นสัตว์หรือฝุ่นใต้ตีน และเขาจะออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องประชาธิปไตยและการคัดค้านกฎหมายเผด็จการต่างๆ รวมถึงกฎหมายหมิ่นกษัตริย์ด้วย สรุปแล้วนายภูมิพลเป็นคนที่ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำอะไรยากๆ ไม่กล้าวิจารณ์ความไม่ถูกต้องในสังคมทั้งๆ ที่เป็นประมุข และไม่มีอุดมการณ์และมนุษยธรรมเพียงพอที่จะเห็นใจประชาชนเลย มีแต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

ทุกวันนี้เราจะอ่านบทความของนักข่าวต่างประเทศที่เขียนว่า “ภูมิพลสร้างความสงบและความมั่นคงให้สังคมไทย” และนักเขียนกระแสหลักไทยก็จะมีความเห็นทำนองเดียวกันว่า “ภูมิพลสร้างความอยู่เย็นเป็นสุข” ดังนั้นพวกนี้จะมองว่าในยุคหลังภูมพลสังคมไทยจะปั่นป่วน แต่เราแค่ดูความจริงเกี่ยวกับสังคมเราทุกวันนี้ก็จะเห็นว่าสังคมมันปั่นป่วนอยู่แล้ว และเคยปั่นป่วนในอดีตหลายครั้ง ทั้งๆ ที่ภูมิพลเป็นกษัตริย์

ในความเป็นจริง “ความสงบหรือความมั่นคง” ที่นายภูมิพลช่วยสร้างในสังคมไทย คือความมั่นคงของการปกครองของอำมาตย์ต่างหาก ซึ่งเป็นความมั่นคงของชนชั้นที่ปกครองสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ไม่ใช่ความมั่นคงอยู่เย็นเป็นสุขของพลเมืองส่วนใหญ่แต่อย่างใด

ตามลำพังกษัตริย์ภูมิพลไม่มีวุฒิภาวะที่จะสร้างอะไรหรือนำการเมืองไทยได้เลย เพราะเป็นคนขี้อาย แรกเริ่มไม่พร้อมจะเป็นกษัตริย์ และไม่กล้าที่จะมีอุดมการณ์หรือจุดยืนของตนเอง เวลาภูมิพลทำอะไรก็ย่อมตามกระแสผู้มีอำนาจเสมอ แต่ตามกระแสด้วยความยินดีสมัครใจ คำพูดกำกวมของภูมิพล เป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทุกอย่าง และเป็นวิธี “ส่งลูก” ให้อำมาตย์ไปตีความเพื่อเข้าข้างตนเองเสมอ

ตลอดเวลาที่สังคมเราตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร สฤษดิ์ ถนอม และประภาส กษัตริย์ภูมิพลยินดีทำงานร่วมกับเผด็จการโดยไม่วิจารณ์อะไร คือภูมิพลไม่ได้ช่วยสร้างประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่พอนักศึกษาและประชาชนออกมาล้มเผด็จการทหารสำเร็จในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีการแนะนำจากอำมาตย์ส่วนอื่นให้นายภูมิพลรีบออกมาฉวยโอกาส กอบกู้สถานการณ์สำหรับอำมาตย์ โดยการออกโทรทัศน์ และตั้ง “สภาสนามม้า” กับรัฐบาลแห่งชาติ เปิดทางให้มีการออกแบบประชาธิปไตยรัฐสภาที่รักษาอำนาจอำมาตย์ต่อไป นายภูมิพลก็ทำตามหน้าที่ดังกล่าว

หลัง ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ นายภูมิพลและราชวงศ์ ได้สนับสนุนฝ่ายขวาสุดขั้ว เช่น ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มอื่นๆ ที่ใช้ความรุนแรงในสังคม และนำไปสู่รัฐประหาร ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ต่อจากนั้นสังคมไทยก็เข้าสู่ยุคสงครามกลางเมืองเต็มที่ เพราะ รัฐไทยรบกับ พคท. ในเหตุการณ์เหล่านี้ภูมิพลสนับสนุนพวกฝ่ายขวาและรัฐประหารเพราะมองว่าไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป” [11] นายกรัฐมนตรีรัฐบาลหอย ขวาตกขอบ ที่ภูมิพลชื่นชมในสมัยนั้นคือ ธานินทร์ กรัยวิเชียร แต่รัฐบาลของ ธานินทร์ ซึ่งมี สมัคร สุนทราเวช เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ได้สร้างความแตกแยกในสังคมไทยจนฝ่ายทหารส่วนใหญ่ต้องปลดรัฐบาลนี้ออกเพียงหนึ่งปีหลัง ๖ ตุลา นี่หรือคือการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขของ นายภูมิพล?

ในกรณีพฤษภาคม ๒๕๓๕ ในช่วงแรก นายภูมิพล แนะนำให้ประชาชนไว้ใจและสนับสนุน เผด็จการสุจินดา[12] แต่หลังจากมีการลุกฮือขับไล่สุจินดาสำเร็จไปแล้ว ท่ามกลางการล้มตายของประชาชน นายภูมิพลก็ต้องออกมาสร้างภาพว่า ตนไกล่เกลี่ยระหว่างสุจินดากับจำลอง ภายใต้การประสานงานขององค์มนตรีเปรม

วิกฤตการเมืองปัจจุบันที่เริ่มต้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ และมีรัฐประหาร ๑๙ กันยา เป็นวิกฤตที่นายภูมิพลไม่ได้พยายามแก้ไขแต่อย่างใด นายภูมิพลนั่งเฉยและปล่อยให้ผู้มีอำนาจแท้ในกองทัพ ทำลายความมั่นคงและความสงบของสังคมด้วยการอ้างความชอบธรรมจากกษัตริย์ และนายภูมิพลนิ่งเฉยเวลานายอภิสิทธิ์และทหารฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า

จะเห็นได้ว่านายภูมิพลไม่เคยปกป้องประชาชนจากการถูกฆ่าโดยทหาร ไม่เคยรักษาความสงบ แต่มีหน้าที่หลักในการกอบกู้สถานการณ์ เมื่อประชาชนลุกฮือ ไม่ให้หลุดไปจากอิทธิพลของอำมาตย์เท่านั้น และการกระทำดังกล่าว ทำไปภายใต้คำแนะนำขององค์มนตรี ซึ่งเป็นเครือข่าย “ประสานงาน” ระหว่างส่วนต่างๆ ของอำมาตย์ เช่น ทหาร นักการเมือง ข้าราชการผู้ใหญ่ นายทุน และนักการเมือง

3. กษัตริย์ภูมิพลส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคมผ่านโครงการหลวงต่างๆ เพราะรักประชาชนหรือไม่?

ถ้าเรามองข้ามข้อมูลว่า โครงการหลวงเต็มไปด้วยการโกงกินและการกอบโกยผลตอบแทนสำหรับเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของโครงการเอง เราจะพบว่าโครงการหลวงมีผลกับการพัฒนาชีวิตประชาชนน้อยมาก ถ้าเทียบกับโครงการต่างๆ ของรัฐบาลหลายสมัย[13] โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการพัฒนาชีวิตพลเมืองของรัฐบาลไทยรักไทย สิ่งนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความไม่พอใจกับอำมาตย์ เพราะเขาเหล่านั้นจะเสียเปรียบในเรื่องความชอบธรรมเมื่อโครงการของกษัตริย์ถูกเปิดโปง นอกจากนี้โครงการหลวงหรือโครงการสร้างวังบนยอดเขาห่างไกลจากเมือง บ่อยครั้งสร้างปัญหาให้คนชนเผ่าที่ดำรงอยู่ในพื้นที่นั้นมานาน เพราะถูกขับไล่ออกจากบ้าน

นายภูมิพลมีจุดยืนที่คัดค้านการกระจายรายได้และการสร้างระบบรัฐสวัสดิการสำหรับประชาชน[14] แต่สิ่งที่น่าเกลียดที่สุดคือ นายภูมิพลในฐานะเศรษฐีรายใหญ่อันดับหนึ่งที่สร้างสระว่ายน้ำให้หมาของตนเอง ไม่ละอายใจเลยที่จะสั่งสอนประชาชนให้ “พอเพียง”ท่ามกลางความยากจน เพราะแนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นเพียงลัทธิฝ่ายขวาที่คัดค้านการกระจายรายได้ และพยายามสอนให้คนจนพึงพอใจท่ามกลางความยากลำบากเท่านั้น

ข้อมูลจากนิตยสาร Forbes ในปีค.ศ. 2009[15] ระบุว่านายภูมิพลมีทรัพย์สิน 30 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไม่รวมทรัพย์สินอื่นๆนอกเหนือจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ ในขณะเดียวกันเศรษฐีไทยอันดับยอด 40 คนแรก มีทรัพย์สินร่วมแค่ 25 พันล้านเหรียญ นอกจากนี้นายภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกอีกด้วย แค่นี้ไม่พอ ประชาชนไทยทั้งประเทศต้องออกเงินภาษีเพื่อหนุนกิจกรรมของวังเป็นพันๆ ล้านบาท หลังการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา มีการเพิ่มเงินจำนวนนี้ที่ประชาชนต้องออกทุกปี จาก 1,137 ล้านบาท เป็น 2,086 ล้านบาท[16] และในปี ๒๕๕๑ ถ้าบวกค่าเครื่องบิน “พระที่นั่ง” เข้าไปอีก 3.650 ล้านบาท ยอดเงินที่ประชาชนคนยากคนจนต้องจ่ายเพื่ออุ้มเจ้า สูงเกือบถึง 6 พันล้านบาท แต่แน่นอนไม่มีนักการเมืองหรือนักวิชาการคนไหนที่จะวิจารณ์ว่าค่าใช้จ่ายนี้ “ทำลายวินัยทางการคลัง” หรือ “ขัดกับเศรษฐกิจพอเพียง” เหมือนกับที่เคยวิจารณ์สวัสดิการของ ไทยรักไทย ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเจ็ดสิบล้านคน

ทั้งๆ ที่คำอธิบายอันไร้เนื้อหาของนักการเมือง ทหาร หรือนักวิชาการ เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” อาจชวนให้เราคิดเหมือนวารสาร The Economist ว่ามันเป็นทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ “ขยะเพ้อฝัน”[17] แต่เราต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์เลย เพราะไม่มีการระบุถึงบทบาทรัฐและตลาด หรือการผลิตในรูปแบบต่างๆ เพื่อการส่งออกหรือทดแทนการนำเข้าเลย แท้จริงแล้วเศรษฐกิจพอเพียงเป็น “ลัทธิ” ทางการเมืองของพวกฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม ที่พยายามจะแช่แข็งความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อประโยชน์ของคนชั้นสูง แต่ลัทธินี้มีองค์ประกอบพิเศษคือ อ้างว่ามาจากปากกษัตริย์ภูมิพล ดังนั้น “ต้องเป็นมหาความคิดของเทวดา” และเราวิจารณ์ไม่ได้ เพราะถ้าวิจารณ์จะโดนคดีหมิ่นฯ นับว่าในสังคมไทยมีการบังคับให้เชื่อลัทธิขวาตกขอบสามัญ แต่เราโชคดีที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ เพราะถ้าอำมาตย์ได้ดังใจเราจะเป็นสังคมปัญญาอ่อนไปหมด

4. กษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจสูงสุดจริงหรือ?

พวกอำมาตย์ได้ปกครองสังคมไทยเหมือนเป็นเมืองขึ้นส่วนตัวของเขา โดยที่พลเมืองไทยถูกมองว่าเป็นแค่ “ไพร่” การปกครองของอำมาตย์อาศัยเครือข่าย “ร่วมกินร่วมขูดรีด” ที่อ้างความชอบธรรมจากกษัตริย์ [18] และมักสร้างภาพลวงตาว่ากษัตริย์ภูมิพลเป็นทั้ง “ศักดินา” เพราะเก่าแก่, “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” เพราะมีอำนาจสูงสุด และ “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” เพราะ “เรามีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” พร้อมกันหมด ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความชอบธรรมกับสิ่งที่อำมาตย์กระทำในสังคม โดยเฉพาะทหาร และนายทุน

การมองลักษณะกษัตริย์แบบนี้ของอำมาตย์ เป็นการสร้างภาพที่ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ เพราะระบบศักดินาถูกปฏิวัติไปโดยรัชกาลที่ ๕ ผู้สร้างระบบรัฐชาติรวมศูนย์ภายใต้กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ และต่อมาระบบนี้ก็ถูกปฏิวัติไปในปี ๒๔๗๕ โดยที่ไม่มีการสถาปนาใหม่ในภายหลังเลย[19] มีแต่การนำกษัตริย์มารับใช้ระบบทุนนิยมภายใต้อำมาตย์ในรูปแบบใหม่เท่านั้น

กษัตริย์ภูมิพล ราชินีและลูกชาย มีภาพน่ากลัว แต่แท้จริงไม่มีอำนาจ มีแต่บทบาทหน้าที่ในละครใหญ่เพื่อหลอกปกครองประชาชน แต่การที่ประชาชนจะเชื่อหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ เพราะคนส่วนใหญ่คิดเองเป็นและเปลี่ยนความคิดท่ามกลางเหตุการณ์ในสังคมได้

เวลาทหารจะก่อรัฐประหารหรือทำอะไรที่มีผลกระทบต่อสังคม มีการคลานเข้าไปหาภูมิพล เพื่อสร้างภาพว่าไป “รับคำสั่ง” แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการ “แจ้งให้ทราบ” ว่าตัดสินใจทำอะไรก่อนหน้านั้น มันเป็นละครครั้งใหญ่ที่ผู้คลานมีอำนาจเหนือผู้ถูกกราบไหว้ ในกรณีแบบนี้กษัตริย์ภูมิพลจะถามความเห็นจากองค์มนตรีก่อนว่าควรมีจุดยืนอย่างไร ถ้าองค์มนตรีเห็นด้วยกับทหาร นายภูมิพลจะอนุญาตให้ “เข้าเฝ้า” แต่ถ้าองค์มนตรีแนะว่าไม่เห็นด้วย นายภูมิพลจะ “ไม่สะดวกที่จะให้เข้าเฝ้า” แต่อย่าเข้าใจผิดว่าสถานการณ์แบบนี้แสดงว่าองค์มนตรีมีอำนาจสูงสุด ไม่ใช่ องค์มนตรีมีไว้เพื่อเป็นกลุ่มประสานงานระหว่างอำมาตย์ส่วนต่างๆ เช่นทหารชั้นผู้ใหญ่ นายทุนใหญ่ นักการเมืองอาวุโส หรือข้าราชการชั้นสูง และจะต้องสรุปความเห็นส่วนใหญ่ของอำมาตย์ทั้งหมดเพื่อแนะแนวให้กษัตริย์ ระบบนี้พยายามปกป้องไม่ให้นายทหารบางคนฉวยโอกาสทำอะไรที่ขัดต่อผลประโยชน์ของอำมาตย์ส่วนอื่นๆ ที่ขัดแย้งกัน แข่งกัน แย่งกินกัน อำมาตย์ไม่อยากให้ไม่มีใครที่ผูกขาดอำนาจคนเดียวได้นาน ในแวดวงอำมาตย์มีแต่ความสามัคคีชั่วคราวตามผลประโยชน์และสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น

การสร้างภาพว่ากษัตริย์ภูมิพลเป็นใหญ่ หรือภาพว่าทหาร “เป็นของกษัตริย์หรือราชินี” มีประโยชน์ต่ออำมาตย์ที่คอยบังคับให้เราจงรักภักดีต่อกษัตริย์และราชวงศ์ เพราะการจงรักภักดีดังกล่าวเป็นการจงรักภักดีต่อทหารและส่วนอื่นๆ ของอำมาตย์

ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์จะไม่พบช่วงไหนที่กษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจสั่งการอะไรได้ อาจแสดงความเห็นบ้าง แต่บ่อยครั้งก็ไม่มีใครฟัง เช่นกรณีที่นายภูมิพลชมเผด็จการสุจินดาในปี ๒๕๓๕ หรือกรณีรัฐบาล”หอย”หลัง ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ที่มีนายกรัฐมนตรีคนโปรดของนายภูมิพล แต่อยู่ได้แค่ปีเดียว เพราะทหารและอำมาตย์อื่นมองว่ารัฐบาลนี้สุดขั้วเกินไปและกำลังสร้างปัญหา หรือแม้แต่กรณีการใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่มีใครใช้อย่างจริงจัง ดังนั้นในความเป็นจริงนายภูมิพลพร้อมจะตามกระแสและไปด้วยกับผู้มีอำนาจทุกรูปแบบโดยเฉพาะทหาร แม้แต่ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ตอนที่นายกทักษิณมีอำนาจและอิทธิพล นายภูมิพลก็ชมสงครามยาเสพติดที่ฆ่าคนบริสุทธิ์กว่าสามพันคน[20] และมีการร่วมธุรกิจระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์กับบริษัท Shin Corp ของนายกทักษิณอีกด้วย

บางครั้ง “ละครอำนาจ” ที่อำมาตย์เล่น ทำให้พวกราชวงศ์มีพื้นที่ที่จะทำอะไรตามใจชอบได้บ้าง กรณีพฤติกรรมของเจ้าฟ้าชาย หรือของนางสิริกิติ์ เป็นตัวอย่างที่ดี แต่ในเรื่องสำคัญๆ เช่นนโยบายต่อการปกครองบ้านเมือง หรือผลประโยชน์หลักของอำมาตย์ สมาชิกราชวงศ์ไม่สามารถทำอะไรเสรีได้อย่างจริงจัง และเราอาจสงสัยด้วยว่าราชวงศ์อาจไม่เข้าใจการเมือง และเศรษฐศาสตร์พอที่จะกำหนดอะไรได้อีกด้วย

หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา แกนนำคนเสื้อแดงและอดีตนายกทักษิณ พยายามสร้างภาพของอำนาจและความเลวร้ายของประธานองค์มนตรี เปรม ตินสุลานนท์ หลายคนเชื่อว่านายเปรมเป็นผู้สั่งการให้มีรัฐประหาร และทักษิณมีความหวังว่าในช่วงเปลี่ยนราชกาล จะมีการลด “อำนาจ” ขององค์มนตรี[21] นอกจากนี้บางคนเชื่ออย่างสุดขั้วว่าเปรมจะตั้งตัวเป็นกษัตริย์คนต่อไป ผ่านตำแหน่งผู้รักษาการแทนประมุข แต่คนอีกจำนวนหนึ่ง อาจจำนวนมากด้วย แค่ด่าเปรม เพราะกฎหมายหมิ่นฯไม่เปิดโอกาสให้วิจารณ์กษัตริย์ภูมิพลอย่างตรงไปตรงมา “เปรม” จึงกลายเป็นคำที่ใช้แทน “ภูมิพล”

การให้ความสำคัญกับนายเปรมแบบนี้ เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นเรื่องกษัตริย์ เปรมเป็นแค่ประธานองค์กรที่ใช้ประสานผลประโยชน์ร่วมของอำมาตย์ และหน้าที่ประธานคนนี้คือหน้าที่ผู้ประสานกับสัญลักษณ์ลัทธิกษัตริย์ ไม่ใช่หน้าที่ผู้สั่งการ นายเปรมเป็นทหารชราที่ยังมีพรรคพวกในกองทัพ แต่กองทัพไทยมีหลายพวกหลายพรรคที่แย่งชิงผลประโยชน์กันตลอด นี่คือสาเหตุที่ไม่มีใครสามารถนั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกได้นาน จะต้องหมุนเวียนกัน เพื่อให้หมูใหญ่ทุกตัวเข้าถึงอาหารในคอกหมูได้ และอย่าลืมว่าในอดีตเปรมถูกปลดออกจากการเป็นนายก โดยทหารและนักการเมืองคู่แข่งก่อนที่ นายชาติชาย ชุณหวัณ จะขึ้นมาเป็นนายกพลเรือน

ถ้าเราอ่านงานของนักวิชาการสำคัญๆ เรื่องกษัตริย์ไทย[22] เราจะเห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย การเสนอว่าสถาบันนี้คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นที่นิยมของคนไทยทุกคนตลอดกาล จึงเป็นความเห็นที่ไม่ตรงกับความจริง และถ้าเราจะเข้าใจบทบาทของกษัตริย์ไทยที่เน้นหนักในทางสัญลักษณ์มากขึ้น เราต้องไปเปรียบเทียบกับบทบาทกษัตริย์ในยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งจะมีการพิจารณาต่อไปข้างล่าง

ในสังคมชนชั้นทั่วโลก ชนชั้นปกครองมีความสำเร็จระดับหนึ่งในการสร้างภาพเท็จ เพื่อปกครองและควบคุมประชาชน เช่นภาพเท็จที่เสนอว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถในการปกครองตนเอง หรือภาพของ “เงิน” ว่ามันมี “มูลค่า” ในตัวมันเอง แทนที่จะเห็นว่ามันเป็นแค่เครื่องมือแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของที่มี “มูลค่า” ภาพ “การมีอำนาจ” ของกษัตริย์ไทย สามารถครองใจคนจำนวนมาก เพราะอำมาตย์สร้างความกลัวและทำลายความมั่นใจในตนเองของประชาชนผ่านกฎหมายหมิ่นและกฎหมายเผด็จการอื่นๆ ในสภาวะการขาดอำนาจและความมั่นใจที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง คนจำนวนมากจะถูกชักชวนให้เชื่อนิยายเท็จได้ง่ายขึ้น นี่คือสภาวะแปลกแยก (Alienation) ที่นักมาร์คซิสต์พูดถึงมานาน[23] แต่การครองใจของอำมาตย์เริ่มหมดประสิทธิภาพเมื่อประชาชนออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้[24] เช่นกรณียุค พคท. หรือกรณีการต่อสู้ของคนเสื้อแดงปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะการต่อสู้รวมหมู่หรือเป็นกลุ่ม ทำให้คนมีความมั่นใจมากขึ้น และบังคับให้คนต้องตั้งคำถามกับความเชื่อกระแสหลักที่ถูกสอนมา ปรากฏการณ์ “หูตาสว่าง” ที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแบบนี้

มุมมองนักวิชาการกระแสหลักที่คิดว่ากษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจ

มุมมองนักวิชาการกระแสหลักที่กล่าวถึงนี้ ไม่ใช่ “กระแสหลัก” ในแง่ของการรับใช้ชนชั้นปกครองอำมาตย์ที่ใช้มุมมองที่ขัดกับประวัติศาสตร์ แต่เป็นมุมมองของนักวิชาการส่วนใหญ่ที่พยายามเข้าใจลักษณะของสถาบันกษัตริย์ โดยจะมีจุดร่วมว่ากษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจสูงในสังคมไทย ตัวอย่างของนักเขียนที่สำคัญมีเช่น Paul Handley[25], Duncan McCargo[26], นักเขียนสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน [27], Kevin Hewison[28], Michael Connors[29] และ นิธิ เอียวศรีวงศ์[30] รวมถึงนักคิดของ นปช. ยูเอสเอ เช่น อ.ชูพงษ์เป็นต้น และหลายคนในกลุ่มนี้มองว่ากษัตริย์ภูมิพลมีบทบาทสำคัญบงการอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา

นักวิชาการเหล่านี้เชื่อว่ากษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจเพราะใช้กรอบคิดร่วมกันสองกรอบคือ กรอบคิด “สตาลิน-เหมา” เรื่องขั้นตอนการปฏิวัติทุนนิยมไทย และกรอบคิด “รัฐข้าราชการ” (Bureaucratic Polity) ที่เน้นแต่การกระทำของคนชั้นสูงเท่านั้น

การวิเคราะห์ของนักวิชาการที่อาศัยกรอบการมองสังคมไทยตาม แนวสตาลิน-เหมา ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เสนอว่าไทยเป็น “กึ่งศักดินา” ตามสูตรสำเร็จที่พรรคเหล่านี้ทั่วโลกใช้กัน ดังนั้นเขามักจะมองว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยาเป็นความขัดแย้งระหว่างนายทุนสมัยใหม่(ทักษิณ) กับระบบ “กึ่งศักดินา” ของกษัตริย์ภูมิพล โดยที่กษัตริย์เป็นผู้นำทางการเมืองที่สำคัญ

มุมมองแบบนี้จะต้องอาศัยข้อสรุปว่าการปฏิวัตินายทุนหรือที่บางคนเรียกว่า “กระฎุมพี” ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จหรือยังไม่สมบูรณ์ในประเทศไทย[31] มันเป็นมุมมองที่เสนอการปฏิวัตินายทุนและขั้นตอนของประวัติศาสตร์ในลักษณะกลไก เป็นการสวมประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 18 ในยุโรปทับสถานการณ์บ้านเมืองในไทยปัจจุบัน เพราะมีการพยายามแสวงหาการปฏิวัติในไทยที่มีรูปแบบเหมือนการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 และเมื่อหาไม่เจอ ก็สรุปว่ายังไม่ได้เกิดขึ้นหรือยังไม่สำเร็จโดยสมบูรณ์ โดยที่ไม่พิจารณาว่าสังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมสมัยใหม่ไปนานแล้ว

ในยุโรป หลังค.ศ. 1848 ชนชั้นนายทุนได้เปลี่ยนบทบาทจากนักปฏิวัติที่เคยล้มระบบขุนนาง ไปเป็นผู้ประนีประนอมกับอำนาจขุนนางเก่า ซึ่งขุนนางที่เหลืออยู่ในยุโรปอ่อนแอลงเนื่องจากการขยายตัวของทุนนิยม ดังนั้นชนชั้นนายทุนสามารถครองอำนาจได้โดยไม่ต้องปฏิวัติแบบฝรั่งเศสอีก และที่สำคัญคือการปฏิวัติแบบ 1789 ในฝรั่งเศสเสี่ยงต่อการที่ชนชั้นล่าง โดยเฉพาะกรรมาชีพในเมือง จะตื่นตัวร่วมปฏิวัติและจะเดินหน้าโค่นล้มนายทุนไปด้วย นี่คือสาเหตุที่ คาร์ล มาร์คซ์ มองว่านายทุนหลัง 1848 เป็นชนชั้นที่ “ขี้ขลาด” ไม่กล้านำการปฏิวัติ

สำนักคิด สตาลิน-เหมา ที่ พคท. ใช้ในการวิเคราะห์สังคมไทย เป็นแนวคิดที่มองว่าประเทศด้อยพัฒนายังเป็น “กึ่งศักดินา-กึ่งเมืองขึ้น” อยู่ ทั้งนี้เพื่อเสนอว่าการต่อสู้ขั้นตอนต่อไปในประเทศเหล่านี้ต้องเป็นขั้นตอน “ประชาชาติประชาธิปไตย” หรือขั้นตอน “ปฏิวัติเพื่อสถาปนาทุนนิยม” นั้นเอง มันเป็นทฤษฏีที่สร้างความชอบธรรมกับการทำแนวร่วมระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกกับชนชั้นนายทุน และในไทย พคท. เคยเสนอให้ทำ “แนวร่วมรักชาติ” กับนายทุน “ก้าวหน้า” หลัง ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ซึ่งในภายหลังมีการตีความต่อไปว่าควรทำแนวร่วมกับทักษิณ “เพื่อต่อต้านศักดินา”

อย่างไรก็ตาม นายกทักษิณ ยืนยันอยู่ตลอดว่าเขารักและจงรักภักดีต่อกษัตริย์ภูมิพล และเจ้าฟ้าชาย และรัฐบาลของเขาก็มีส่วนสำคัญในการรณรงค์ให้คนใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์และรักเจ้าอย่างถ้วนหน้า

แนวคิดในกรอบแบบ พคท. ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าทำไมนายทุนสมัยใหม่อย่างทักษิณ หรือนายธนาคารฯลฯ จะส่งเสริมสถาบันกษัตริย์เพื่อประโยชน์ของนายทุนเองแบบที่เขาทำกันในยุโรปตะวันตกปัจจุบัน

บางคนอาจอธิบายว่าความขัดแย้งในยุคนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างนายทุนโลกาภิวัตน์(ทักษิณ) กับนายทุนหัวโบราณที่ต้องการปิดประเทศ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะแม้แต่ทุนทรัพย์สินส่วนพระองค์ก็เป็น “ทุนโลกาภิวัตน์”

ในไทย ทั้งรัฐบาล ไทยรักไทย และรัฐบาลอำมาตย์อนุรักษ์นิยมของ คมช. กับประชาธิปัตย์ ชื่นชมในนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด เช่นการเซ็นสัญญาค้าเสรี การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ถ้าศึกษารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จะเห็นว่าอำมาตย์ส่งเสริมทั้งกลไกตลาดเสรี แบบเสรีนิยมโลกาภิวัตน์ กับเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กัน และมีการเน้นว่าทั้งสองไปด้วยกันได้และไม่คัดแย้งกัน เราเข้าใจได้เพราะทั้งสองปฏิเสธการใช้รัฐเพื่อการกระจายรายได้และสร้างสวัสดิการ

ไทยรักไทย ต่างจากอำมาตย์อนุรักษ์นิยมและพรรคประชาธิปัตย์ ตรงที่มีการใช้เศรษฐกิจคู่ขนาน คือใช้เสรีนิยมกลไกตลาดในระดับชาติกับโลกาภิวัตน์ และงบประมาณรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าในระดับหมู่บ้านตามแนวเคนส์ (Keynesian) ไทยรักไทย ต่างจากพวกนั้นอีกในเรื่องการพัฒนาสวัสดิการ และการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับชัยชนะในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

สรุปแล้วความขัดแย้งในวิกฤตการเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่ระหว่างกลุ่มชนชั้นนำที่ใช้เสรีนิยมโลกาภิวัตน์ กับกลุ่มชนชั้นนำที่อยากปิดประเทศและหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคก่อนโลกาภิวัตน์แต่อย่างใด แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างอำมาตย์อนุรักษ์นิยมที่ต้องการปกครองประชาชน โดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ กับนักการเมืองนายทุนที่ทำแนวร่วมประชาธิปไตยกับพลเมืองส่วนใหญ่ผ่านการพัฒนาสังคม

กรอบคิดอีกกรอบหนึ่งของนักวิชาการที่เชื่อว่ากษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจ คือกรอบคิด “รัฐข้าราชการ” ที่เน้นแต่บทบาททางสังคมของคนชั้นสูง โดยไม่พิจารณาบทบาทของคนส่วนใหญ่ในสังคมเลย สำนักคิดนี้ในไทยเติบโตมาจากงานของ Fred Riggs[32] ในยุคเผด็จการของ จอมพลสฤษดิ์ มีการเสนอว่าไทยเป็น “รัฐข้าราชการ” และคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่สนใจและไม่มีบทบาททางการเมืองเลย ซึ่งไม่ตรงกับความจริง

ในกรณี Paul Handley มีการเสนอว่าพลเมืองไทยโง่และอ่อนแอ[33] ซึ่งคล้ายๆ กับจุดยืนที่พวกเสื้อเหลืองมีต่อประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะต่อคนเสื้อแดง ดังนั้นในการวิเคราะห์สังคมไทย นักวิชาการเหล่านี้จะไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ประชาสังคม และฝ่ายซ้าย โดยเฉพาะ ขบวนการเสื้อแดง การมองแบบนี้ทำให้ละเลยการวิเคราะห์ความจำเป็นของชนชั้นปกครองอำมาตย์ที่จะสร้างความชอบธรรมและครองใจประชาชน เพราะมองแค่ว่าคนข้างบนมีอำนาจข่มเหงเพียงพอที่จะควบคุมสังคมได้ ดังนั้นเขาจะไม่ค่อยศึกษาบทบาทสำคัญของกษัตริย์ในการเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิอำมาตย์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน ตัวอย่างล่าสุดของแนวคิดแบบนี้คือหนังสือ “ไทยใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่” โดยดารณี รวีโชติ (บรรณาธิการ) ซึ่งมีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท

ข้อเสนอเรื่อง “เครือข่ายกษัตริย์” ของ Duncan McCargo มีความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะเราจะพบเครือข่ายของทหาร ข้าราชการ นายทุน และนักการเมืองกษัตริย์นิยม ซึ่งพึ่งพาซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันในการผลักดันผลประโยชน์ มันเป็นระบบอุปถัมภ์อันยิ่งใหญ่สำหรับการกอบโกยของอำมาตย์ แต่ประเด็นสำคัญคือ ในเครือข่ายนี้นายภูมิพลมีอำนาจสูงสุด และใช้ “มือที่มองไม่เห็น” เพื่อสั่งการ หรือเป็นแค่หุ่นเชิดในเชิงสัญลักษณ์ของเครือข่าย?

Michael Connors เสนอว่ากษัตริย์ภูมิพลเป็น “กลุ่มอำนาจหนึ่ง” ในระบบการเมืองไทย[34] ซึ่งเป็นการยอมรับว่านายภูมิพลอาจไม่มีอำนาจผูกขาด ในขณะที่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าหลังพฤษภาคม ๒๕๓๕ กษัตริย์ภูมิพลขึ้นมาเป็นหัวหน้าของชนชั้นปกครองไทยทั้งหมด[35] แต่การวิเคราะห์แบบนี้ของ สมศักดิ์ ชวนให้เราคิดและสงสัยต่อว่า นายภูมิพลเป็น “หัวหน้า” แบบไหน? แบบมีอำนาจเต็มๆและอำนาจสูงสุดที่ใช้ “มือที่มองไม่เห็น”.... หรือแบบที่เป็นประมุขสัญลักษณ์ที่ไร้อำนาจ?

การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ

จุดเริ่มต้นที่ดีของการศึกษาสถาบันกษัตริย์ในเชิงเปรียบเทียบ คือการศึกษาการปฏิวัติของชนชั้นนายทุนในอังกฤษในปี ค.ศ. 1640 เพราะหลังการล้มระบบขุนนางฟิวเดิล และการประหารชีวิตกษัตริย์ชาร์ลส์ที่หนึ่งในอังกฤษ ชนชั้นนายทุนอังกฤษนำกษัตริย์กลับมา เพื่อเป็นเครื่องมืออนุรักษ์นิยมที่ยับยั้งไม่ให้การปฏิวัติออกไปจากเป้าหมายของนายทุน เพราะในยุคนั้นกลุ่มสังคมนิยม เช่นพวก Levellers ในกองทัพของนายทุน ต้องการสร้างสังคมไร้ชนชั้น[36] ดังนั้นกษัตริย์ที่นายทุนนำกลับมาใช้ เป็นกษัตริย์ที่อ้างความโบราณ และอ้างว่าแต่งตั้งโดยพระเจ้า และอ้างว่ามีอำนาจล้นฟ้า แต่แท้จริงเป็นเครื่องมือของชนชั้นนายทุนในการส่งเสริมลัทธิอนุรักษ์นิยมที่ปกป้องระบบชนชั้นและความเหลื่อมล้ำ[37] การอ้างความเก่าแก่โบราณสำหรับสิ่งที่พึ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ เรียกว่าเป็น “การสร้างประเพณีใหม่” (Invention of Tradition)[38]

สรุปแล้วในประเทศของยุโรปตะวันตกที่ยังมีกษัตริย์ สถาบันนี้ไม่ใช่ซากเก่าของสถาบันโบรารณยุคขุนนางฟิวเดิลแต่อย่างใด แต่เป็นสถาบันประดิษฐ์ใหม่ที่ทำให้ดูเก่า เพื่อหนุนแนวคิดอนุรักษ์นิยมของชนชั้นนายทุน นายทุนจะได้ปกครองบ้านเมืองง่ายขึ้น โดยอ้างว่าความเหลื่อมล้ำหรือการแบ่งชนชั้นเป็น “ธรรมชาติ” ที่กำหนดมาจากฟ้า เพียงแต่ว่าในอังกฤษหรือยุโรปตะวันตกปัจจุบัน นายทุนถูกบังคับโดยขบวนการทางสังคมให้ยอมรับประชาธิปไตยมานาน ดังนั้น “ลัทธิกษัตริย์” ในยุโรปตะวันตกไม่ได้ใช้เพื่อให้ความชอบธรรมกับเผด็จการ แต่ถูกใช้เพื่อให้สภาพความเหลื่อมล้ำระหว่างนายทุนและกรรมาชีพดูเหมือนว่าเป็น “สิ่งปกติ” เท่านั้น

ในประเทศไทย การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงที่ทำลายระบบศักดินาเก่า และเปิดทางไปสู่การสร้างรัฐทุนนิยมสมัยใหม่ ไม่ได้เป็นกระบวนการแบบในอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสหรัฐอเมริกา แต่เป็นการปฏิวัติในประเทศล้าหลังท่ามกลางการขยายตัวของระบบทุนนิยมโลกผ่านการล่าอาณานิคม ในประเทศล้าหลังหลายประเทศสมัยนั้น เช่นเยอรมัน อิตาลี่ สก็อตแลนด์ หรือญี่ปุ่น การปฏิวัติทุนนิยมจะถูกนำจากข้างบน โดยชนชั้นปกครองเก่า ไม่ได้นำจากข้างล่างโดยชนชั้นนายทุนที่กำลังสู้กับขุนนาง มันเป็นการปรับตัวของชนชั้นปกครองเก่า ให้เข้ากับยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เพราะถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องสูญพันธ์[39] การปฏิวัติของรัชกาลที่๕ ที่ล้มระบบศักดินาและสถาปนาระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในระบบทุนนิยม มีส่วนคล้ายกับการปฏิวัติในประเทศล้าหลังเหล่านี้ และเกิดขึ้นในยุคใกล้เคียงกันด้วย

การปฏิวัติในไทยสมัย ร.๕ มีส่วนคล้ายกับการปฏิวัติ เมจี่ ในญี่ปุ่น เพราะเป็นการสร้างรัฐชาติทุนนิยมโดยชนชั้นปกครองเก่า เพื่อหาทางอยู่รอดในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ แต่ไม่เหมือนในทุกประเด็น โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิรูปและพัฒนาระบบการใช้ที่ดิน ซึ่งเกือบจะไม่เกิดขึ้นเลยในกรณีไทย เพราะกษัตริย์ไทยสมัยนั้นกลัวว่าถ้าพัฒนาระบบการผลิต ทรัพยากรจะตกอยู่ในมือของทุนตะวันตก ในกรณีญี่ปุ่นมีการพัฒนาระบบการใช้ที่ดินแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว และญี่ปุนก็เริ่มพัฒนาเป็นมหาอำนาจ แต่ในไทยกษัตริย์ราชวงศ์จักรีพยายามแช่แข็งการพัฒนา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตนเอง[40]

อาจารย์ ทักษ์[41], ธงชัย[42], เกษียร [43] และ นิธิ[44] ได้เขียนเรื่องการสร้างประเพณีใหม่ให้ดูเก่าในกรณีสถาบันกษัตริย์ไทย ประเด็นนี้จึงไม่เป็นที่ถกเถียงเท่าไร แต่ประเด็นที่เราจะต้องมาให้ความสำคัญในช่วงนี้คือบทบาทกษัตริย์ในการเป็นสัญลักษณ์แห่งลัทธิอนุรักษ์นิยมหรือ “ลัทธิกษัตริย์” เพื่อยับยั้งศัตรูของชนชั้นนายทุนสมัยใหม่ในสังคมไทย เช่นขบวนการภาคประชาชน สหภาพแรงงาน พรรคคอมมิวนิสต์ หรือขบวนการเสื้อแดงในปัจจุบัน

บทบาทของกษัตริย์ไทยในการเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิอนุรักษ์นิยม

บทบาททางการเมืองของกษัตริย์ภูมิพลเริ่มชัดเจนขึ้นในสมัยเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์ ยุคนี้เป็นยุคสงครามเย็น และยุคสงครามอินโดจีน รัฐบาลเผด็จการของ สฤษดิ์ ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐเชื่อว่า สฤษดิ์ เป็นแนวร่วมที่ดีในการสู้กับคอมมิวนิสต์ ในหนังสือของทักษ์ เขาเสนอว่า สฤษดิ์ ขาดความชอบธรรมที่คนอย่างจอมพล ป. หรือ อาจารย์ปรีดี เคยมี เพราะไม่ได้มีส่วนในการนำการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ดังนั้น สฤษดิ์ จึงแสวงหาความชอบธรรมในสายตาประชาชนโดยการชูและส่งเสริมกษัตริย์ภูมิพล[45] ประเด็นนี้จะจริงแค่ไหนไม่ทราบ เพราะเริ่มจากสมมุติฐานเท็จว่าประชาชน “คงต้องรักเจ้าเสมอ” แต่เราอาจหาคำอธิบายอื่นได้คือ สฤษดิ์ ต้องชูกษัตริย์ เพื่อให้ฝ่ายรักเจ้าอนุรักษ์นิยมในไทย และฝ่ายสหรัฐอเมริกาสนับสนุนเผด็จการของเขา

ในบริบทของสงครามเย็น สหรัฐอเมริกา และชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยมไทย รวมถึงเผด็จการทหาร มองว่าสถาบันกษัตริย์เป็นสัญลักษณ์สำคัญของลัทธิที่จะใช้ต้านคอมมิวนิสต์ได้ หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐมีบทบาทสำคัญในการแจกรูปถ่ายของภูมิพลและสิริกิติ์ไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์นี้[46] ดังนั้นการเชิดชูกษัตริย์ภูมิพลผูกพันกับการปกป้องผลประโยชน์ของอำมาตย์จากการที่จะถูกท้าทายโดยกระแสคอมมิวนิสต์

ลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ที่มองว่ากษัตริย์เป็นหัวใจของชาติ หัวหน้าศาสนา และสัญลักษณ์ของ “ความเป็นไทย” ที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ มีความสำคัญมากในยุคสงครามเย็น และนี่คือที่มาของบทบาทกษัตริย์ในการเป็นตัวแทนของลัทธิที่ให้ความชอบธรรมกับอำมาตย์ในยุคปัจจุบัน

กระแสคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งที่อำมาตย์ไทยกลัวมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศรอบข้างกำลังเปลี่ยนไปปกครองโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ แต่หลังจากที่คอมมิวนิสต์ล่มสลาย ภัยจากประชาชนที่มีต่อผลประโยชน์อำมาตย์ ไม่ได้หายไป เพราะมีการเคลื่อนไหวของขบวนการทางสังคม สหภาพแรงงาน และกลุ่ม เอ็นจีโอ ดังนั้นอำมาตย์ไม่เคยเลิกในความพยายามที่จะครองใจประชาชนด้วยลัทธิกษัตริย์

พวกอำมาตย์และกษัตริย์เอง ไม่ใช่ซากเก่าของระบบศักดินา แต่เป็นชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ที่ใช้เผด็จการและความป่าเถื่อน ยิ่งกว่านั้นนายภูมิพลไม่ใช่หัวหน้าของแก๊งโจร แต่แก๊งโจรใช้เขาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมต่างหาก โดยที่นายภูมิพลยินดีถูกใช้ตราบใดที่สามารถกอบโกยความร่ำรวยและมีคนมากราบไหว้ต่อไปเรื่อยๆ

การสร้างความชอบธรรมจากกษัตริย์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทหารไทย เพราะทุกวันนี้กระแสประชาธิปไตยขยายไปทั่วโลกในจิตใจประชาชน เวลาทหารทำรัฐประหารก็อาจพยายามอ้างว่าทำ “เพื่อประชาธิปไตย” แต่ไม่ค่อยมีใครเชื่อ เพราะบทบาททหารในการเมืองกับระบบประชาธิปไตยมันไปด้วยกันไม่ได้ นอกจากนี้กองทัพไทยไม่มีประวัติอะไรเลยในการปลดแอกประเทศอย่างในกรณีอินโดนีเซียหรือเวียดนาม ดังนั้นทหารต้องอ้างความชอบธรรมจากที่อื่น เวลาทหารอ้างว่า “ทำเพื่อกษัตริย์” จะได้ดูเหมือนว่าไม่ได้ยึดอำนาจมาเพื่อตนเอง จะเห็นได้ว่าการสร้างภาพว่ากษัตริย์มีอำนาจสูงสุด เป็นประโยชน์ในการปิดบังความจริงเกี่ยวกับการใช้อำนาจของทหาร ที่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเองเสมอ และทุกกลุ่มทุกรุ่นที่แย่งชิงผลประโยชน์กันเองภายในกองทัพ ก็จะพยายามโกหกเสมอว่า “ทำเพื่อในหลวง” ในขณะที่ทำเพื่อตนเอง ทหารจึงกลายเป็นผู้มีอำนาจการเมืองและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ

การใช้กษัตริย์เพื่อเป็นลัทธิที่ให้ความชอบธรรมกับอำมาตย์ ต่างจากยุโรปตะวันตกตรงที่อำมาตย์ไทยยังไม่ถูกบังคับโดยประชาชนให้ยอมรับประชาธิปไตย ดังนั้นลัทธิกษัตริย์ในไทย ใช้ในลักษณะเผด็จการพร้อมกับกฎหมายหมิ่นฯ หรือกฎหมายเผด็จการอื่นๆ และมีการสร้างภาพว่ากษัตริย์เป็นเทวดาเหนือมนุษย์ด้วยการหมอบคลานและการใช้ราชาศัพท์ ถ้าไทยจะมีระบบกษัตริย์เหมือนยุโรปตะวันตก ก็จะต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ การหมอบคลาน และการใช้ราชาศัพท์ และต้องยินยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์อย่างเสรีพร้อมกับการมีเสรีภาพในการเสนอระบบสาธารณรัฐอีกด้วย และที่สำคัญต้องมีการทำลายอำนาจอำมาตย์ โดยเฉพาะทหาร ลงไปให้หมดสิ้น แต่ในสถานการณ์แบบนั้น เราจะเสียเวลาไปปกป้องหรือรื้อฟื้นกษัตริย์ในรูปแบบใหม่ทำไม ยกเลิกไปเลยจะดีกว่า และจะมีประโยชน์เพราะจะประหยัดงบประมาณ และในอนาคตจะไม่มีใครสามารถอ้างกษัตริย์ในการทำลายประชาธิปไตยได้อีก

เมื่อนายภูมิพลตาย

คนไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะแดงหรือเหลือง กำลังรอวันตายของ นายภูมิพล ด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันไป เพราะ นายภูมิพล มีความสำคัญในสังคมไทย ทั้งในแง่บวกและลบ แล้วแต่จุดยืนของพลเมือง เมื่อ นายภูมิพล ใกล้ตาย บางคนอาจคิดว่าต้องมีการแย่งชิงอำนาจกันเพื่อขึ้นมาเป็นกษัตริย์คนต่อไป มันจะเกิดจริงหรือ? ทหารของพระเทพฯจะรบกับทหารของเจ้าฟ้าชาย? หรือทหารของราชินี? ทหารของเปรมจะแต่งตั้งเปรมเป็นกษัตริย์แทนหรือ? ไม่น่าจะใช่ สิ่งที่จะเกิดและกำลังเกิดอยู่แล้วคือพวกอำมาตย์มันแย่งกันเพื่อบริหารบ้านเมือง แย่งกันเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ และที่สำคัญแย่งกันเพื่อใช้สิทธิ์ในการอ้างสถาบันกษัตริย์เพื่อสร้างความชอบธรรมกับตนเอง เขาจะแย่งกันเพื่อควบคุม เจ้าฟ้าชาย ให้เป็นเครื่องมือของเขา แต่นายวชิราลงกรณ์ไม่ใช่นายภูมิพล

ก่อนที่นายภูมิพลจะตาย คณะแพทย์ที่ดูแลเขาอยู่ เกรงกลัวกับการรับผิดชอบต่อชีวิตนายภูมิพลตามลำพัง นี่อาจเป็นสาเหตุที่นายภูมิพลถูกบังคับให้พักอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างถาวร แทนที่จะอยู่สบายๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์ไม่กี่คนในวังที่หัวหิน อีกสาเหตุที่ถูกบังคับให้อยู่ที่โรงพยาบาลคือ อำมาตย์กลัวเขาตาย เพราะยังไม่สามารถเตรียมการรองรับสถานการณ์ใหม่ได้ นอกจากนี้การพักที่โรงพยาบาลช่วยสร้างภาพให้พลเมืองไทยสงสารนายภูมิพล แต่ในเมื่อเขาไม่สงสารประชาชนภาพนี้ไม่ค่อยมีค่าเท่าไร

เมื่อ นายภูมิพล ตาย ผู้เขียนเดาว่าจะมีการสร้างพิธีงานศพมโหฬาร ใหญ่โต สิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล และจะใช้เวลาอย่างน้อยสองเท่าเวลาที่เขาใช้กับ “พระพี่นาง” อาจถึงห้าปีก็ยังได้ อาจมีงานต่อทุกปีให้ครบสิบปีก็ได้ งานศพนี้จะมีวัตถุประสงค์เดียว (ไม่ใช่เพราะว่า “ไพร่” ทั้งหลายต้องใช้เวลาทำใจท่ามกลางความเศร้าหรอก) แต่เพื่อเสริมสร้างลัทธิกษัตริย์ ที่จะนำมาข่มขู่กดขี่เราต่อไป

เมื่อ นายภูมิพล ตาย ทหารจะยังมีอำนาจอยู่ ปืนและรถถังไม่ได้หายไปไหน และเมื่อทหารชั้นผู้ใหญ่ตกใจที่นายภูมิพลตาย ก็ไม่ใช่เพราะ “ไม่รู้จะรับคำสั่งจากใคร” แต่ปัญหาของเขาคือ “ไม่รู้จะหากินสร้างความชอบธรรมจากใครต่ออย่างไร” มันต่างกันมาก เราเดาได้ว่าเมื่อ นายภูมิพล ตาย ภาพ นายภูมิพล จะเต็มบ้านเต็มเมือง และใครที่คิดต่างจากทหารหรืออำมาตย์ หรือใครที่อยากได้ประชาธิปไตยแท้ ก็จะถูกโจมตีว่าต้องการ “ล้มภูมิพล” ทั้งๆ ที่ นายภูมิพล ตายไปแล้ว มันไม่สมเหตุสมผล แต่ลัทธิกษัตริย์ของอำมาตย์มันไม่เคยสมเหตุสมผลอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ในขณะที่มีงานศพยาวนานพร้อมการคลั่งและเชิดชูคนที่ตายไปแล้ว ก็จะมีการเข็นลูกชายออกมารับหน้าที่เป็นกษัตริย์ใหม่ อาจให้นางสิริกิติ์มีบทบาทด้วย แต่ปัญหาของอำมาตย์คือไม่มีใครเชื่อว่าลูกชายเป็นคนดีหรือมีความสามารถ ไม่เหมือนพ่อ ไม่มีใครรักเลย และประชาชนจำนวนมากเกลียดชังนางสิริกิติ์ถึงขนาดเผารูปตามหมู่บ้าน แม้แต่คนเสื้อเหลืองเองก็ไม่เคารพสองคนนี้เท่าไร แต่การจัดงานศพพ่อยาวๆ การ “ไม่ลืมภูมิพล” จะกลายเป็นเครื่องมือเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากลูกชายและภรรยาของนายภูมิพล

ถ้าลูกชายนายภูมิพลไม่ได้รับความเคารพในสังคม ทำไมไม่นำลูกสาวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน? ถ้านายภูมิพลมีอำนาจจริง ทำไมเขาไม่ประกาศว่าลูกสาวจะเป็นกษัตริย์คนต่อไปก่อนตาย? คำตอบคือ นายภูมิพลไม่กล้า และที่สำคัญกว่านั้นคือการนำลูกสาวขึ้นมาเป็นประมุข จะส่งสัญญาณอันตรายว่า ระบบกษัตริย์ไม่ได้อิงจารีตประเพณีอันเก่าแก่จริง ถ้าให้ผู้หญิงเป็นกษัตริย์ได้แทนผู้ชายที่ยังมีชีวิต มันจะทำลายนิยายของความเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ ยิ่งกว่านั้นจะส่งสัญญาณว่าในระบบกษัตริย์ ถ้ากษัตริย์หรือเจ้าฟ้าชายไม่ดีหรือไม่เหมาะสม ก็เปลี่ยนคนได้อีกด้วย ถ้าเปลี่ยนคนได้ก็ยกเลิกไปเลยได้เหมือนกัน อย่าลืมว่ากษัตริย์มีบทบาทหลักในการเป็นลัทธิความคิดอนุรักษ์นิยมที่ใช้ครอบงำเรา มันไม่ใช่อำนาจดิบ ดังนั้นผลในทางความคิด ในการเป็นลัทธิที่อ้างประเพณีที่ฝืนไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่

เมื่อ นายภูมิพล ตาย สังคมไทยจะไม่ปั่นป่วนกว่าที่เป็นอยู่แล้ว อย่าไปโง่คิดว่า “จุดรวมศูนย์หัวใจคนไทยหายไป” มันเลิกเป็นจุดรวมศูนย์นานแล้ว และไม่เคยรวมหัวใจทุกคนด้วย แต่สิ่งที่จะปั่นป่วนหนัก คือหัวใจของพวกอำมาตย์และเสื้อเหลือง ต่างหาก พวกนี้จะคลั่งมากขึ้น อันตรายมากขึ้น แต่อันตรายท่ามกลางความกลัว เขาจึงมีจุดอ่อน

เมื่อ นายภูมิพล ตาย คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่ยังเกรงใจ นายภูมิพล ในฐานะคนแก่ จะไม่เกรงใจหรือรักลูกชายเลย ความปลื้มในระบบกษัตริย์จะลดลงอีกในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่เมื่อ นายภูมิพล ตาย คนเสื้อแดงที่ไม่เอาเจ้า เพราะอยากได้ประชาธิปไตยแท้ จะไม่ประสบผลสำเร็จง่ายๆ หรือโดยอัตโนมัติ เพราะฝ่ายอำมาตย์จะไม่เลิกง่ายๆ อำนาจทหารจะยังมี และการรณรงค์ให้คลั่งเจ้าจะเพิ่มขึ้น ในมุมกลับ เมื่อ นายภูมิพล ตาย อำมาตย์จะปั่นป่วน และมันเป็นโอกาสที่เราจะสู้ทางความคิดอย่างหนัก เพราะแหล่งความชอบธรรมของเขาจะอ่อนลง ดังนั้นเราจะต้องถามคนทั่วประเทศว่า ทำไมต้องมีระบบนี้ต่อภายใต้ลูกชายหรือแม่?

พลเมืองที่รักประชาธิปไตยไม่สามารถรอวันตายของ นายภูมิพล ได้ เพราะมันจะมีทั้งภัยและโอกาสตามมา เราหลีกเลี่ยงการวางแผน การจัดตั้งคน และการผนึกกำลังมวลชนไม่ได้ ประชาธิปไตยจะไม่หล่นจากต้นไม้ เหมือนมะม่วงสุก เราต้องไปเด็ดมันลงมากิน และเราจะต้องสอยอำมาตย์ทั้งหมดลงมาด้วย เพื่อไม่ให้ทำลายประชาธิปไตยอีก



[1] วารสาร Forbes 23/09/2009 และ 17/06/2009.

[3] Paul Handley (2006) The King Never Smiles. Yale University Press. ซึ่งมีการแปลเป็นไทย หาได้ในอินเตอร์เน็ท

[4] ประวิตร โรจนพฤกษ์: ภาระของการปฏิเสธความจริงเรื่องวิกฤติการเมือง http://www.prachatai3.info/journal/2010/09/31291 28/09/2010.

[6] Kullada Kesboonchoo Mead (2004) The rise and decline of Thai absolutism. Routledge.

[7] Thak Chaloemtiarana (1979) The politics of despotic paternalism. Social Science Association of Thailand.ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (๒๕๒๕) การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[8] ลัทธิ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีการใช้ก่อนหน้านี้ภายใต้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่คราวนี้ใช้เพื่อให้ความชอบธรรมกับทหาร

[9] Katherine Bowie (1997) Rituals of National Loyalty. New York: University of Columbia Press.

และลองอ่านหนังสือ “ลูกอีสาน” ของคำพูน บุญทวี

[10] ปัญญาชนที่มีหน้ามีตาในสังคมไทย เช่นธีรยุทธิ์ บุญมี และ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เคยมีความคิดแบบนี้ในอดีต

[11] คำปราศรัยของภูมิพลในวันเกิดปี ๒๕๑๙

[12] Paul Handley (2006) อ้างแล้ว

[13] Paul Handley (2006) อ้างแล้ว

[14] Kevin Hewison (1997) The Monarchy and democratization. In: K. Hewison (ed.) Political Change in Thailand. Democracy and Participation. Routledge.

[15] อ้างแล้ว

[16] ตัวเลขสำนักงบประมาณฯ

[17] The Economist 11/01/2007.

[18] Duncan McCargo เรียกว่าเป็นเครือข่ายกษัตริย์ “Network Monarchy” แต่เขาเชื่อว่าภูมิพลมีอำนาจจริงในขณะที่ผมมองว่าภูมิพลเป็นสัญลักษณ์ Duncan McCargo (2005) Network monarchy and legitimacy crises in Thailand. The Pacific Review 18 (4) December, 499-519.

[19] ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ (๒๕๔๓) “การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์” สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน

[20] ปราศรัย 4 ธันวาคม ๒๕๔๖ http://www.thaiveterans.mod.go.th/mas_page/about_king/speak_birth/4_12_46_1.htm

[22] ธงชัย วินิจจะกูล (๒๕๔๘) ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง ๑๔ ตุลา มูลนิธิ ๑๔ ตุลา. ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (๒๕๒๕)อ้างแล้ว และ Paul Handley (2006) อ้างแล้ว

[23] Georg Lukács (1971) History and class consciousness. Merlin Press.

[24] มาร์คซ์, Lukács และกรัมชี เชื่อว่าการเคลื่อนไหวต่อสู้ ทำให้คนเปิดหูเปิดตา ดู ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ(๒๕๔๕) “อะไรนะลัทธิมาร์คซ์เล่ม2” สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน หน้า219

[25] Paul Handley (2006) อ้างแล้ว

[26] Duncan McCargo (2005) อ้างแล้ว

[27] ดูวารสาร ฟ้าเดียวกัน ฉบับ โค้ก ว่าด้วยสถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๔๘ และหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ๒๕๔๙

[28] Kevin Hewison (2008) A Book, the King and the 2006 Coup. Journal of Contemporary Asia 38 (1).

[29] M. K. Connors, M.K. (2003) Democracy and National Identity in Thailand. Routledge Curzon.

[30] นิธิ เอียวศรีวงศ์ (๒๕๕๑) วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles ในการประชุมไทยศึกษาที่ธรรมศาสตร์ปีนั้นhttp://www.prachatai.com/ 17/1/2008.

[31] ดู เกษียร เตชะพีระ (๒๕๕๐) ทางแพร่งแห่งการปฏิวัติกระฎุมพีไทย เสวนาในวันที่๑๖ กันยายน ๒๕๕๐ จัดโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โพสธ์ในเวป์ ประชาไท ๑๗ กันยายน ๒๕๕๐ and ปาฐกถา ๑๔ ตุลาประจำปี ๒๕๕๐ หัวข้อ จากระบอบทักษิณสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ วิกฤตประชาธิปไตยไทยhttp://www.prachatai.com/ 15/10/2007.

[32] Fred Riggs (1966) Thailand. The Modernisation of a bureaucratic polity. East West Press.

[33] Paul Handley (2006) อ้างแล้ว, หน้า 6,10,94,105

[34] M. K. Connors (2003) อ้างแล้ว

[35] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (๒๕๔๘) หลัง ๑๔ ตุลา วารสาร ฟ้าเดียวกัน ฉบับ สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๔๘

[36] Paul Foot (2005) The Vote. How it was won and how it was undermined. Penguin / Viking.

[37] Christopher Hill (1959) The English Revolution 1640. An Essay. Lawrence & Wishart, London.

[38] Eric Hobsbawm (1995) Inventing Traditions. In: E. Hobsbawm & T. Ranger, T. (eds) The Invention of Tradition. Cambridge University Press.

[39] Neil Davidson (2004) The prophet, his biographer and the watchtower. International Socialism Journal No. 2:104, p. 23.

[40] Tomas Larsson (2008) Western Imperialism and Defensive Underdevelopment of Property Rights Institutions in Siam. Journal of East Asian Studies 8, 1-28.

[41] ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (๒๕๒๕) อ้างแล้ว

[42] ธงชัย วินิจจะกูล (๒๕๔๘) อ้างแล้ว

[43] เกษียร เตชะพีระ (๒๕๔๘) บทวิจารณ์การสร้าง ความเป็นไทย กระแสหลักฯ ในวารสาร ฟ้าเดียวกัน ฉบับ สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๔๘

[45] ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (๒๕๒๕) อ้างแล้ว

[46] Katherine Bowie (1997) อ้างแล้ว