แดงสังคมนิยม

ภาคใต้

สงครามกลางเมืองที่ปาตานี และทางออกสู่สันติภาพ

E-mail Print PDF

สงครามกลางเมืองที่ปาตานี และทางออกสู่สันติภาพ

ใจ อึ๊งภากรณ์

This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

บทความนี้เป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ในสงครามกลางเมืองที่ “ปาตานี-ภาคใต้” แต่จะเน้นการวิเคราะห์จากมุมมองผู้ถูกกดขี่ที่กำลังเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความยุติธรรม และสิทธิที่จะกำหนดการปกครองของตนเอง บทความนี้ต่างจากบทความของนักวิชาการกระแสหลัก ที่ต้องการเขียนในกรอบที่ยอมรับลักษณะของพรมแดนรัฐไทยปัจจุบัน และยอมรับอำนาจของรัฐไทยและทหารเหนือประชาชน ผู้เขียนไม่ได้หวังเขียนเพื่อเปลี่ยนใจพวกนายพลหรือนักการเมือง แต่เขียนเพราะหวังว่าประชาชนธรรมดา ที่รักความเป็นธรรมและต้องการปฏิรูปให้สังคมก้าวหน้า จะได้อ่านและนำไปคิด ถกเถียง และปฏิบัติต่อ

สงครามในปาตานีเป็นสงครามร้ายแรง ตัวเลขของ กอ.รมน. ระบุว่าระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ มีคนเสียชีวิตในสงครามกลางเมืองนี้ 5,105 คน และบาดเจ็บ 9,372 น่าสังเกตว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเป็นคนมาเลย์มุสลิม ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทย ไม่ว่าจะสวมเครื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบ เป็นผู้ฆ่าประชาชนส่วนใหญ่

ในบทความนี้ผู้เขียนจะใช้คำว่า “ปาตานี” หรือ “ปาตานี-ภาคใต้” เพื่อระบุถึงสามจังหวัดที่รัฐไทยยึดครองอยู่และเคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ปัตานีโบราณ นั้นคือจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส และยะลา (อ่านต่อ).....

Last Updated on Monday, 15 September 2014 18:52 Read more...

"เข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้ง ปัตตานี-ไทยใต้”

E-mail Print PDF

ประเด็นจากเสวนา "เข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้ง ปัตตานี-ไทยใต้

จัดโดยองค์กร เวทีสันติภาพสร้างสรรค์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

มหาวิทยาลัยลุนด์ สวีเดน 31ส.ค.2013

รายงานโดย ใจ อึ๊งภากรณ์

เวทีเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรที่เป็นนักวิชาการคือ Prof. Mason Hoadley, Adam John, ใจ อึ๊งภากรณ์ Firdaus Abdulsomad และ Tengku Ismail นอกจากนี้มีประชาชนมาเลย์มุสลิมจากพื้นที่ ปัตตานี-ไทยใต้ ร่วมแสดงความเห็น.....(อ่านต่อ)

Read more...

สงครามกลางเมืองในภาคใต้

E-mail Print PDF

 

สงครามกลางเมืองในภาคใต้ ทางออกสู่สันติภาพคืออะไร?

ทั้งราชประสงค์ และสามจังหวัดภาคใต้ อำมาตย์ดูถูกและเข่นฆ่าประชาชน

ที่ราชประสงค์ อำมาตย์กระหายเลือดมองว่าคนเสื้อแดงเป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนเสื้อแดงขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควาย มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่าจิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่างมนุษย์เท่าเทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ เกลียดกษัตริย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป

 

ที่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี อำมาตย์กระหายเลือดมองว่าคนมุสลิมมาเลย์เป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนมาเลย์มุสลิมขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควายโดยผู้ไม่หวังดี มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่าจิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่างมนุษย์เท่าเทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ เกลียดกษัตริย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป

 

ในทั้งสองพื้นที่ ราชินี ออกมาปลุกระดมให้มีการฆ่าและเกลียดชังชาวบ้าน หรือออกมาสนับสนุนผู้ที่กดขี่ประชาชนอย่างเปิดเผย

 

ในทั้งสองพื้นที่ พวกนายพลระดับสูง ออกคำสั่งให้ฆ่าประชาชน แต่ใช้ลูกหลานเราที่เป็นทหารเกณฑ์ ในงานสกปรกของเขา

 

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐบาลกลางของพวกเศรษฐีคนรวยและอำมาตย์ กดขี่ขูดรีดประชาชน และปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเป็นตัวของตัวเอง

 

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐอำมาตย์พยายามชักชวนให้คนในสังคมเกลียดชังชาวบ้านภายใต้ลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่เรารู้ว่า “ชาติ” ที่มันพูดถึงไม่ใช่ชาติของเราชาวไพร่ เรารู้ว่าทหารพร้อมจะฆ่าและจับ พระสงฆ์ เสื้อแดงที่เข้าข้างคนจน หรือฆ่า อิมาม ของชาวบ้านมาเลย์มุสลิม และเรารู้ว่ากษัตริย์ภูมิพลไม่เคยห้ามการนองเลือดหรือการกดขี่ประชาชน

 

ที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าในปี ๒๕๕๓ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชนกว่า 80 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี แต่เรารู้ว่าเขาทำอะไร อภิสิทธิ์ อนุพงษ์ และสุเทพ ต้องรับผิดชอบ

 

ที่ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในปี ๒๕๔๗ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชน 80 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี แต่คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

 

ตอนนี้เราต้องเข้าใจว่านายกทักษิณและนายพลแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องรับผิดชอบ เพราะเราต้องไม่มีสองมาตรฐานอีกแล้วใช่ไหม?

 

ข้อสรุปสำคัญคือ ถึงเวลาแล้วที่คนเสื้อแดงจะต้องเห็นอกเห็นใจชาวบ้านมาเลย์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ จะต้องเริ่มพยายามมีอารมณ์ร่วม และเปิดใจเปลี่ยนความคิดที่เคยมีอคติกับเขา และเข้าใจว่าทำไมเขาจับอาวุธสู้กับรัฐ หรือใช้การชุมนุมอย่างสันติ ในการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา

· กรุงเทพฯ ภาคอีสาน ภาคเหนือ สามจังหวัดภาคใต้ ต้องถอนทหาร ยกเลิกกฎหมายฉุกเฉิน หยุดยิงและฆ่าประชาชน

· กรุงเทพฯ ภาคอีสาน ภาคเหนือ สามจังหวัดภาคใต้ ต้องแก้ปัญหาด้วยการเมืองประชาธิปไตย ชาวบ้านที่มีความเชื่อและประเพณีต่างกัน ต้องมีสิทธิ์กำหนดอนาคตตนเอง ต้องมีสิทธิ์ปกครองตนเอง

· ไพร่มาเลย์มุสลิม ไพร่เสื้อแดง จับมือสามัคคี โค่นล้มอำมาตย์ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์!!!

รัฐไทยไม่สามารถเอาชนะกบฏในสามจังหวัดภาคใต้ได้

เวลาผ่านไปหลายปีจากการจุดไฟใต้รอบล่าสุด แต่นโยบายการปราบปรามฝ่ายที่กบฏต่อรัฐอำมาตย์ ด้วยการใช้กำลังทหารและตำรวจ พร้อมกับการใช้กฎหมายฉุกเฉินและกฎอัยการศึกของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะภายใต้รัฐบาลทักษิณ หรือ คมช. หรือประชาธิปัตย์ ไม่สามารถหาทางออกได้ สิ่งที่เห็นชัดเจนในปัจจุบันคือ[1]

1. ฝ่ายผู้นำทหารไทยและนักการเมืองเริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถเอาชนะฝ่ายกบฏได้ ตอนนี้นโยบายรูปธรรมเป็นแค่ การพยายามคุมสถานการณ์ไม่ให้ร้ายแรงมากขึ้นท่ามกลางความรุนแรงอย่างต่อเนื่องเท่านั้น[2] ส่วนพลทหารธรรมดาที่มักจะมาจากครอบครัวยากจนในภาคอีสาน ไม่มีแรงบันดาลใจในการปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่สนใจเป้าหมายการ “ปกป้องชาติ” และมีแต่ความประสงค์ที่จะเอาตัวรอดเพื่อกลับบ้านเท่านั้น

2. ฝ่ายกบฏต่อรัฐอำมาตย์มีความเชี่ยวชาญและความสามารถในการประสานงานทางทหารมากขึ้น โจมตีฝ่ายรัฐได้ดีขึ้น และคนหนุ่มสาวในพื้นที่เข้าร่วมสนับสนุนฝ่ายกบฏมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมของรัฐไทย แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายกบฏก็ไม่สามารถเอาชนะทหารและรัฐไทยได้ เพราะเป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศ

3. ชาวบ้านมีชีวิตวันต่อวันท่ามกลางความกลัวและความรุนแรง และรัฐไทยมีการแจกอาวุธให้ชาวบ้านไทยพุทธ ซึ่งมีผลในการเพิ่มความรุนแรงและความกลัวเท่านั้น ทุกวันชาวบ้านถูกรังแกและถูกฆ่าโดยผู้ถืออาวุธ โดยที่บางครั้งไม่ทราบว่าใครเป็นใคร

 

นี่คือสาเหตุที่เราเห็นนักการเมืองฝ่ายขวาอย่างสมัคร สุนทรเวช หรือ เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาพูด ในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ถึงการสร้าง เขตปลอดอาวุธและเขตปกครองพิเศษไม่ว่าจะมีการคัดค้านจากผู้บัญชาการทหารบก และการถอนคำพูดโดยนักการเมืองเหล่านี้ในภายหลังก็ตาม[3] ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่สะท้อนว่านักการเมืองเริ่มเข้าใจว่าวิธีการทางทหารถึงทางตัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีทหารเป็นพี่เลี้ยง คงไม่กล้าออกมาพูดตรงๆ ดังนั้นคนเสื้อแดงมีภาระสำคัญและเร่งด่วน ในการกดดันและเรียกร้องให้รัฐไทยเริ่มแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางการเมืองแทนวิธีทหาร ซึ่งหมายถึงการให้สิทธิเสรีภาพเต็มที่กับคนในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ในการกำหนดอนาคตตนเอง

ถ้าเราจะกดดันรัฐได้ เราจะต้องต่อต้านแนวคิดชาตินิยมของอำมาตย์ หรือ พันธมิตรฯ ต่อต้านความคิดเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพรมแดน และต่อต้านความคิดที่ให้ความชอบธรรมกับการก่ออาชญากรรมโดยรัฐ การพูดถึงแนว สันติวิธีในลักษณะนามธรรมไม่มีประโยชน์ในการแก้ปัญหา เพราะไม่ได้สร้างแรงกดดัน และไม่เป็นการท้าทาย ความชอบธรรมของรัฐไทยในการปกครองสามจังหวัดภาคใต้แต่อย่างใด

 

 

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักสังคมนิยมมาร์คซิสต์ ผู้เขียนมองว่าเราต้องยืนอยู่เคียงข้างผู้ที่ถูกกดขี่ขูดรีดจากชนชั้นปกครองไทยเสมอ ซึ่งหมายความว่าเราต้องเห็นใจผู้ที่ออกมาต่อสู้ จับอาวุธ กบฏต่อรัฐไทยในสามจังหวัดภาคใต้ และทั้งๆ ที่ผู้เขียนและชาวมาร์คซิสต์มองว่า วิธี การต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพในการปลดแอกประชนชน คือแนวมวลชน ไม่ใช่การจับอาวุธ เราต้องยืนยันว่า ตราบใดที่รัฐไทยใช้กำลังทหารและตำรวจติดอาวุธเพื่อปราบปรามประชาชน ผู้กบฏต่อรัฐมี “สิทธิ”ที่จะจับอาวุธเช่นกัน เพราะการเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ “สันติวิธี” เป็นการเรียกร้องนามธรรมที่มองว่าความรุนแรงของรัฐไทย เทียบเท่ากับการใช้ความรุนแรงของฝ่ายถูกกดขี่ ซึ่งไม่จริง เราต้องชัดเจนว่าต้นกำเนิดและปัญหาหลักของความรุนแรงในสามจังหวัดคือรัฐไทย ไม่ใช่ฝ่ายกบฏ[4]

 

 

นักเขียนชาวอินเดียชื่อ อรุณดาทิ รอย (Arundhati Roy)[5] เคยเสนอว่าการโจมตี “ผู้ก่อการร้าย” ของฝ่ายรัฐ ไม่มีความชอบธรรม ถ้ารัฐไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า มีการเปิดโอกาสให้พลเมืองประท้วงและมองต่างมุมกับรัฐด้วยวิธีสันติ ในกรณีภาคใต้รัฐไทยไม่เคยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนปกครองตนเองและกำหนดอนาคตตนเองเลย และเมื่อมีการชุมนุมอย่างที่เกิดขึ้นที่ตากใบ ก็มีการฆ่าประชาชน

 

อรุณดาทิ รอย เสนออีกว่าภาคประชาชนไม่มีสิทธิ์โจมตี “การก่อการร้าย” ถ้านิ่งเฉยไม่ออกมาต่อต้านความรุนแรงและอาชญากรรมของรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เพราะทุกวันนี้มีองค์กร เอ็นจีโอ หลายองค์กรที่หากินหาทุน ด้วยโครงการ “สอนให้คนมาเลย์มุสลิมใช้สันติวิธี” แทนที่จะไปกดดันสั่งสอนอำมาตย์

อาชญากรรมรัฐที่ตากใบ

http://thailand.ahrchk.net/takbai/ ดูลิงค์นี้ประกอบ

ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ กองกำลังติดอาวุธของรัฐไทยได้สลายการชุมนุมอย่างสันติของชาวบ้านที่ตากใบจังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านที่มาประท้วงหน้า ส.น.ตำรวจในวันนั้นประกอบไปด้วย ชาย หญิง และเด็ก สาเหตุที่มาประท้วงก็เพื่อให้ตำรวจปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหานำอาวุธไปให้พวกกบฏ อาวุธดังกล่าวเดิมมาจากภาครัฐที่บังคับให้ชาวบ้านถือไว้ และเขามอบอาวุธให้คนอื่นเพราะถูกข่มขู่ ชาวบ้านกลัวว่าผู้ที่ถูกตำรวจจับจะหายตัวไปหรือถูกซ้อมตามเคย จึงมาประท้วงเพื่อให้ปล่อยเพื่อนบ้าน

 

นอกจากจะมีการใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วงและใช้ก๊าซน้ำตาแล้ว มีการยิงกระสุนปืนใส่ชาวบ้านจนตาย 6 คน บาดเจ็บอีกมากมาย หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนของรัฐไทยเป็นเด็กอายุ 14 ขวบ ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีอาวุธแต่อย่างใด

 

หลังจากที่สลายการชุมนุมดังกล่าว ทหารและตำรวจบังคับให้ชายทุกคนนอนลงกับพื้น ถูกถอดเสื้อ ถูกเตะตี แล้วมีการมัดมือไว้ข้างหลัง ต่อมาทหารก็โยนชายเหล่านั้นขึ้นรถทหารที่ไม่มีหลังคา มีการบังคับให้นอนทับกันหลายชั้น ใครร้องเรียนประท้วงหรือไม่พอใจ จะโดนทุบตีและเหยียบและถูกทหารปรามว่า “เดี๋ยวจะรู้ว่านรกจริงเป็นอย่างไร” ชายเหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดอะไรทั้งสิ้น แค่มาประท้วงตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่ารัฐไทยมองว่าเขาเป็น “เชลยศึก” ที่จะถูกลงโทษ ไม่ใช่ ผู้ต้องหา ที่มีสิทธิ เชลยศึกดังกล่าวถูกนำไปส่งที่ค่ายอิงคยุทธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลางแดดหลายชั่วโมง พอรถทหารคันแรกถึงค่ายอิงคยุทธิ์ปรากฏว่ามีคนตายที่นอนอยู่ข้างล่างหลายคน 6 ชั่วโมงหลังจากนั้นรถคันสุดท้ายมาถึงค่ายทหารและมีคนตายทั้งหมด 78 ศพ ในหกชั่วโมงที่ทหารทราบว่าการขนส่งมนุษย์แบบนี้มีปัญหา ไม่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีขนคนแต่อย่างใด ดังนั้นเราต้องเห็นด้วยกับข้อสรุปของ ส.ว.บางคนว่าเป็นการ จงใจฆ่าประชาชน[6]

 

พล.ท.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ของสื่อมวลชนขณะที่เกิดเหตุการณ์ว่า “เราจะทำอย่างนี้อีกทุกครั้ง” นอกจากแม่ทัพภาคที่ 4 แล้วผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมของรัฐครั้งนี้คือ ผู้บัญชาการตำรวจในพื้นที่ และที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหารและตำรวจระดับชาติ

 

หลังเหตุการณ์ที่ตากใบนายกรัฐมนตรีทักษิณออกมาชมทหารและตำรวจ และรัฐบาลอ้างว่าคนที่เสียชีวิตไป ตายเพราะ ”อุบัติเหตุ

 

ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ สี่ปีหลังเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวศ โกหกกับนักข่าวโทรทัศน์ช่อง Al Jazeera ว่าคนตายที่ตากใบตายเพราะ “ล้มทับกันเอง” “รัฐบาลทำผิดตรงไหน?” ในบทสัมภาษณ์เดียวกันสมัครโกหกอีกว่าในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ “มีคนตายเพียงคนเดียว” “ไม่มีใครตายในธรรมศาสตร์”

 

จาก ๖ ตุลา ผ่าน ตากใบ ไปสู่ ราชประสงค์ วัฒนธรรมอาชญากรรมของรัฐอำมาตย์ไทย

คำโกหกของสมัคร สุนทรเวช เกี่ยวกับ ๖ ตุลาและตากใบ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สองเหตุการณ์ ๖ ตุลา กับ ตากใบ เป็นเพียงสองตัวอย่างในประวัติศาสตร์อันยาวนานของอาชญากรรมรัฐไทย ล่าสุดคือที่ราชประสงค์

 

ใครที่มีโอกาสดูวิดีโอเหตุการณ์ที่ตากใบที่ช่างภาพโทรทัศน์ถ่ายมา ซึ่งมีภาพถ่ายการสลายผู้ชุมนุมโดยทหารและตำรวจ และการจับคุมวัยรุ่นเพื่อขนขึ้นรถอย่างป่าเถื่อน จะพบว่าสิ่งที่เตะตาที่สุดคือความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ธรรมศาสตร์

 

เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นอาชญากรรมของรัฐไทยที่กระทำต่อคนหนุ่มสาวไทยที่ต้องการปกป้องระบบประชาธิปไตยและต้องการสร้างความเป็นธรรมในสังคม[7] ผู้ที่ชุมนุมในธรรมศาสตร์ไม่พอใจที่เผด็จการถนอมกลับมาเมืองไทยหลังเหตุการณ์นองเลือด ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ในขณะเดียวกันส่วนอื่นของสังคมไทยมองต่างมุมกับนักศึกษา ต้องการปราบปรามภาคประชาชนและสร้างระบบเผด็จการ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นครปฐมได้ฆ่าและแขวนคอพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสองคน ที่กำลังติดโปสเตอร์ประท้วงการกลับมาของถนอม ฝ่ายวิทยุยานเกราะและพวกอันธพาลขวาสุดขั้วเรียกร้องให้มีการ “จัดการ” กับนักศึกษาให้เด็ดขาด ฝ่ายพรรคชาติไทยวางแผนจะก่อเรื่องเพื่อทำรัฐประหาร การนำถนอมและประภาสกลับมาไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนนี้ และภาพจากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ๒๔ กันยายน ๒๕๑๙ กล่าวถึงการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นส่วนพระองค์ไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นสองวันหลังพิธีบวชเณรของถนอมที่วัดบวรนิเวศน์

 

การที่รัฐบาล และชนชั้นนำไทย มีส่วนในการก่ออาชญากรรม ๖ ตุลา และสังคมเราไม่มีการออกมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและบทบาทของแต่ละคนในเหตุการณ์นั้น เป็นสิ่งที่ปูทางไปสู่การใช้ความรุนแรงของรัฐบาลต่อประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น พฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ การฆ่าประชาชนมากกว่า 3000 ศพในสงครามปราบยาเสพติดของทักษิณ การจุดไฟภาคใต้ การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา หรือการฆ่าประชาชนเสื้อแดงที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์

 

ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กองกำลังของรัฐไทยติดอาวุธครบมือได้ล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และระดมกำลังบุกเข้าไปปราบ ฆ่าฟัน และสลายการชุมนุมอย่างสันติของนักศึกษา การกระทำครั้งนั้นไม่ได้ทำเพื่อ รักษาความสงบเพราะการชุมนุมมันสงบอยู่แล้ว การกระทำไม่ได้ทำเพื่อสลายการชุมนุมและให้คนกลับบ้าน เพราะกองกำลังของรัฐปิดช่องทางทั้งหมดที่พอจะหนีออกจากธรรมศาสตร์ได้ บางคนที่หนีลงแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างนักศึกษาพยาบาลหญิง ก็ถูกยิงทิ้งกลางแม่น้ำ ดังนั้นการสลายการชุมนุมกระทำเพื่อทำลายขบวนการนักศึกษาต่างหาก

 

ในวันที่ ๒๕ ตุลาคมปี ๒๕๔๗ กองกำลังของรัฐไทยติดอาวุธครบมือ ได้ล้อมการชุมนุมที่ยังสงบอยู่ ที่ตากใบ เพื่อสลายการชุมนุม การสลายการชุมนุมอาศัยการฉีดน้ำ ยิงก๊าซน้ำตา และยิงปืนเข้าไปในฝูงชน ส่วนใหญ่อาจยิงขึ้นฟ้า แต่เรามีภาพการยิงเข้าไปในการชุมนุมโดยตรงด้วย ตามคำให้การของตำรวจชั้นสูงต่อวุฒิสมาชิกหลายคนเช่น ส.. เจิมศักดิ์ การสลายการชุมนุมครั้งนี้กระทำไปเพื่อจับคุมแกนนำ 100 คนที่ทางการถ่ายรูปไว้ล่วงหน้า ดังนั้นมีการปิดล้อมไม่ให้คนหนี การสลายการชุมนุมกระทำไปเพื่อจับคนและลงโทษ และเพื่อสร้างความกลัวกับชาวภาคใต้ไม่ให้เขากล้าออกมาประท้วงอย่างสันติอีก และไม่ให้กล้าลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน นี่คือนโยบายของรัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทุกส่วนของชนชั้นปกครองไทยในช่วงนั้น ถึงแม้ว่าบางคนอาจมองว่าการกระทำที่ตากใบอาจ แรงไปหน่อย

 

ในวันที่ ๖ ตุลาคม ข้างนอกธรรมศาสตร์มีม็อบอันธพาล ประกอบไปด้วย ลูกเสือชาวบ้าน นวพล และกระทิงแดง ซึ่งก่อความรุนแรงเสริม มีการทุบตีนักศึกษา แขวนคอ มีการเผาทั้งเป็น และการทำความโหดร้ายป่าเถื่อนอื่นๆ กลุ่มอันธพาลเหล่านี้ โดยเฉพาะลูกเสือชาวบ้าน ได้รับการสนับสนุนก่อนหน้านั้นจากรัฐบาล ตำรวจตระเวนชายแดน และชนชั้นนำของรัฐอำมาตย์ไทย บางคนสวม ผ้าพันคอพระราชทาน นักการเมืองขวาตกขอบอย่างสมัคร สุนทรเวช หรือ ชาติชาย ชุณหวัน ก็ใกล้ชิดกับอันธพาลเหล่านี้ด้วย แต่หลังจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา ประมาณ สองปี ตั้งแต่สมัยรัฐบาลเกรียงศักดิ์และรัฐบาลเปรมเป็นต้นไป ชนชั้นนำในรัฐไทยที่มีสติปัญญา พยายามที่จะลดบทบาทของลูกเสือชาวบ้านในสังคม เพราะมองว่าสิ่งที่เขาทำ และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง คือนักศึกษาเข้าป่าไปร่วมต่อสู้กับ พ... เป็นเรื่องที่สร้างสงครามและความขัดแย้งใหญ่หลวงในสังคม ทำให้สังคมเข้าสู่วิกฤตมากขึ้น นี่คือที่มาของการใช้ การเมืองนำในการแก้ปัญหาสังคม แต่ดูเหมือนรัฐบาลในยุคนี้ลืมไปหมดแล้ว

 

หลังจากที่เกิดเหตุตากใบในปี ๒๕๔๗ มีกระแสขวาตกขอบ จากชนชั้นนำระดับสูง เช่นราชินี ออกมาเรียกร้องให้ระดมลูกเสือชาวบ้านอีกครั้ง เราโชคดีที่อันธพาลอย่างลูกเสือชาวบ้านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตากใบ เพราะถ้ามีส่วนก็คงจะตายมากกว่านี้และจะป่าเถื่อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้คำพูดของพระราชินีที่หนังสือพิมพ์รายงานมา ก่อให้เกิดความไม่สบายใจกับผู้รักความเป็นธรรมไม่น้อย เพราะมีการพูดถึง การเป็นห่วงคนไทย 3 แสนคนในภาคใต้ [8] แต่สามจังหวัดภาคใต้มีประชากรทั้งหมด 1,673,872 คน[9] ดังนั้นคนไทย 3 แสนคนที่ราชินีกล่าวถึงเป็นใคร? เป็นคนพุทธ และอีก 1 ล้าน 3 แสนคน ที่ไม่ใช่คนไทยคือใคร? คงจะเป็นคนมุสลิม แน่นอน เราไม่ต้องการให้ใครถูกฆ่าทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นประชาชนธรรมดา วัยรุ่นมุสลิม ตำรวจ หรือพระสงฆ์ และไม่ว่าจะมาจากการกระทำของฝ่ายใด แต่การที่พลเมืองถูกรัฐไทยฆ่าตายที่ตากใบในวันเดียว 80 กว่าคน และการที่ทนายสมชายถูกตำรวจไทยอุ้มฆ่าไปในปีเดียวกัน[10] เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ต้องคำนึงถึง กระแสขวาตกขอบเสี่ยงกับการก่อให้เกิดการเพิ่มความรุนแรง และผลักดันคนหนุ่มสาวไปจับอาวุธ

 

ในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ตำรวจสั่งให้นักศึกษา ทั้งหญิงและชายถอดเสื้อ นอนคว่ำบนสนามฟุตบอล์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นมีการยิงปืนกราดข้ามหัว ปลอกกระสุนร้อนๆ ตกบนหลังนักศึกษา มีการบังคับให้นักศึกษาคลานขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐรุมซ้อมและขโมยทรัพย์สินส่วนตัว แต่ในที่สุดนักศึกษาทั้งหมดถูกปล่อยตัวไปเพราะฝ่ายรัฐไม่มีหลักฐานอะไรเพื่อดำเนินคดี สรุปแล้วเขาไม่ใช่ ผู้ต้องหา แต่แรก แต่เป็น เชลยสงครามที่ถูกลงโทษ มากกว่า

 

ในเหตุการณ์ตากใบปี ๒๕๔๗ ทหารตำรวจสั่งให้เยาวชนชายถอดเสื้อแล้วมีการมัดมือเหมือนเชลยศึกที่อิรัก มีการยึดทรัพย์สินส่วนตัว มีการรุมซ้อม แล้วที่แย่ที่สุด คือมีการขนคนทับซ้อนกันจนตาย ซึ่งต้องสรุปว่าจงใจให้คนตายเพื่อ สั่งสอนว่าถ้าใครขัดขืนรัฐไทยจะพบนรก

 

และเราคงจำภาพการจับเชลยศึกเสื้อแดงที่ราชประสงค์ในปี ๒๕๕๓ ได้ มันไม่ต่างกัน

 

หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา มีนักการเมืองออกมาโกหกเพื่อให้ความชอบธรรมกับอาชญากรรม มีข้อโกหกหลักสามข้อคือ

1. ต้องสลายการชุมนุมเพราะคุมสถานการณ์ไม่ได้ ข้อกล่าวหาเท็จนี้เสนอโดยรองอธิบดีกรมตำรวจในยุคนั้นคือ พล...ชุมพล โลหะชาละ แต่หลักฐานข้อมูลแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนปราบการชุมนุมมานาน และมีการระดมพลจากค่าย ต... หัวหินหลายชั่วโมงก่อน และเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์เกิดรุนแรงขึ้นครั้งแรกเมื่อฝ่ายรัฐเข้าโจมตีด้วยอาวุธสงครามในขณะที่นักศึกษาส่วนใหญ่กำลังนอนหลับอยู่

2. ต้องสลายการชุมนุมเพราะมีการสะสมอาวุธสงครามโดยผู้ชุมนุม ข้อกล่าวหาเท็จนี้เสนอโดย สมัคร สุนทรเวช และพ...สล้าง บุญนาค (นายตำรวจที่วิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องหากรณียาเสพติดในสมัยรัฐบาล ชวลิต ยงใจยุทธิ์ และผู้ที่ทำร้าย ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่สนามบินดอนเมืองในคืนวันที่ ๖ ตุลา) แต่ในภายหลังมีข้อมูลจากฝ่ายตำรวจเองว่านักศึกษามีปืนสั้นประมาณสามสี่กระบอกเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น และทางฝ่ายรัฐไม่เคยแสดงหลักฐานอะไรว่านักศึกษามีอาวุธร้ายแรงเลย

3. ต้องสลายการชุมนุมเพราะคนต่างชาติเข้ามาชักนำ”-ในกรณีนี้โกหกว่าเป็นคนเวียดนาม ข้อกล่าวหาเท็จนี้เสนอโดยรองอธิบดีกรมตำรวจ พล...ชุมพล โลหะชาละ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัคร สุนทรเวช แต่ปรากฏว่าคนตายและผู้ถูกจับทุกคนเป็นคนไทยทั้งสิ้น

 

ในกรณีตากใบ นายกรัฐมนตรีทักษิณแถลงว่าการสลายการชุมนุมต้องกระทำหลังจากที่เจรจากับผู้ชุมนุมไม่สำเร็จและเกรงว่าจะเกิดจลาจล แต่เราทราบตอนนี้ว่ามีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อสลายการชุมนุมและจับคุมแกนนำ 100 คนก่อนการเจรจาด้วยซ้ำ และนายกทักษิณโกหกอีกว่าคนที่ถูกจับพูดภาษาไทยไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาอาหรับ ซึ่งไม่จริง และรายงานข่าวต่างๆ ว่าผู้ชุมนุมพกอาวุธสงครามก็ไม่มีหลักฐานรองรับแต่อย่างใด

ในกรณีการฆ่าประชาชนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ปี ๒๕๕๓ รัฐบาลอภิสิทธ์ และทหาร ศอฉ. โกหกว่ามี “ผู้ก่อการร้าย 500 คน” แต่จับมาไม่ได้สักคน และไม่พบอาวุธอะไรเลย หลังจากนั้นสี่ห้าเดือนก็โกหกว่ามีการฝึกอาวุธ และวางระเบิด และพันธมิตรฯ ก็ออกมาโกหกว่าคนเสื้อแดงจะใช้ระเบิดพลีชีพแบบที่ตะวันออกกลาง

 

ดูเหมือนว่าการพูดเท็จหลังการก่ออาชญากรรมโดยรัฐอำมาตย์ไทยกลายเป็นประเพณีของชนชั้นปกครองไทยไปแล้ว

“กรือแซะ”

ในยุครัฐบาลทักษิณมีเหตุการณ์นองเลือดในภาคใต้อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือการนองเลือดที่ “กรือแซะ” ในเดือนเมษายน ๒๕๔๗ ในกรณีนี้มีชายหนุ่มโพกผ้าศักดิ์สิทธิ์และเข้าโจมตีป้อมตำรวจด้วยดาบโบราณ การโจมตีป้อมตำรวจที่มีอาวุธทันสมัยครบมือด้วยดาบโบราณ มีลักษณะของการพลีชีพในเชิงสัญลักษณ์ เพราะชายหนุ่มเหล่านั้นคงทราบดีว่าต้องตายแน่ แต่บางคนที่ไม่ตายท่ามกลางเหตุการณ์และถูกจับคุม ก็โดนวิสามัญฆ่าตกรรมโดยรัฐ อดีต ส.ว. ไกรศักดิ์ ชุณหวัณ[11] แจ้งว่าในเหตุการณ์นี้มีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยจับผู้ต้องหามามัดมือและประหารชีวิตอย่างเลือดเย็นที่ สบ้า ย้อย

 

นายทหารที่เป็นผู้บังคับบัญชาที่ กรือแซะ ชื่อ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี นายทหารคนนี้เคยแจ้งกับหนังสือพิมพ์ว่าในอดีต สมัยรบกับคอมมิวนิสต์ กองทัพบกจะเข้าไปในหมู่บ้านและยิงทิ้งใครที่สงสัยว่ากบฏต่อรัฐ แต่ตอนนี้ต้องแนบเนียนกว่านี้ ต้องไปขู่เมียแทน[12] ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมอันเลวทรามในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทหารไทย

การทรมานและควบคุมคนโดยไม่ขึ้นศาล

แผนยุทธการพิทักษ์แดนใต้ ของรัฐบาล คมช. หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา นำไปสู่ยุทธการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายหลายสิบจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ เป็นต้นมา และในสองเดือนแรก ปรากฏว่ามีผู้ถูกควบคุมตัวมากกว่า 1,000 คน โดยที่ไม่นำมาขึ้นศาลแต่อย่างใดทั้งสิ้น ในเรื่องนี้ พ.อ.อัคร ทิพย์โรจน์ โฆษกกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ พตท. แสดงความเห็นว่าคนเหล่านี้ เป็นผู้หลงผิดที่จำต้องนำมาเยิ่ยวยา[13] แต่การควบคุมคนและตัดสินใจว่าเป็นผู้กระทำความผิด โดยไม่ขึ้นศาล ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

 

ศูนย์ทนายความมุสลิมสามจังหวัดภาคใต้ รายงานว่าตั้งแต่ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ถึงกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ มีการทรมานผู้ถูกควบคุมตัวในสามจังหวัดภาคใต้ 59 ราย ถึงตาย 2 ราย ซึ่งรวมถึงกรณีการควบคุมตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาและสถาบันการพลศึกษายะลา รวม 7 คน เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม ๒๕๕๑ โดยเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องมาจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ยะลา[14] ในกรณีนี้มีการใช้วิธีการทรมานหลายวิธี เช่นการทุบตี การบังคับให้นั่งในห้องแอร์เย็นๆ ขณะที่ตัวเปียกน้ำ และการใช้ไฟฟ้าช๊อตเป็นต้น และการทรมานผู้ถูกคุมขังในค่ายทหารที่ภาคใต้ ยังเป็นปัญหาจนถึงทุกวันนี้[15]

 

การทรมานกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และมักเกิดในช่วงเวลา 3 วันแรกของการควบคุมตัว โดยผู้ถูกทรมานทั้งหมดถูกควบคุมตัวโดยการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ หน่วยงานรัฐหรือสถานที่ที่ถูกระบุว่ามีการทำร้ายร่างกายผู้ถูกควบคุมตัวบ่อยครั้ง ได้แก่ หน่วยเฉพาะกิจ 11 ยะลา กรมทหารพรานที่ 41 ค่ายวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และค่ายอิงยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

ต้นกำเนิด "รัฐไทย" สมัยใหม่คือปฐมเหตุของความรุนแรง [16]

ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เป็นรากฐานความรุนแรง[17]

๒๔๓๓ รัฐบาลของรัชกาลที่ ๕ เข้ามายึดครองส่วนหนึ่งของปัตตานี แบ่งกับอังกฤษ ซึ่งเป็นกระบวนการในการสร้างชาติ

ไทยสมัยใหม่เป็นครั้งแรก

๒๔๖๔ รัฐบาลมีนโยบายบังคับให้ชาวมาเลย์มุสลิมเปลี่ยนเป็น “ไทย” ผ่านระบบการศึกษา และมีการบังคับเก็บ

ภาษี

๒๔๖๖ การกบฏ Belukar Semak บังคับให้รัชกาลที่ ๖ ทบทวนนโยบายการปกครอง และประนีประนอมกับวัฒนธรรม

พื้นเมืองของชาวปัตตานี

๒๔๘๑ เผด็จการทหารของจอมพล ป. พิบูล สงคราม ใช้นโยบายชาตินิยมไทยสุดขั้วเพื่อกดขี่ประชาชนภาคใต้

๒๔๘๙ นายกรัฐมนตรี ปรีดี พนมยงค์ ส่งเสริมวัฒนธรรมพื้นเมือง แต่ถูกรัฐประหารโดยทหาร เลยพ้นจากอำนาจ

ฮัจญีสุหลง ผู้นำปัตตานี เสนอว่าควรมีเขตปกครองตนเองพิเศษภายในรัฐชาติไทย แต่รัฐอำมาตย์ไม่ฟัง

๒๔๙๑ ฮัจญีสุหลง ถูกจับคุมโดยรัฐบาลไทย

ในเดือนเมษายนตำรวจไทยก่อเหตุนองเลือด ฆ่าชาวบ้านที่ บ.ตุซงญอ อ.ระแงะ จ. นราธิวาส

๒๔๙๗ ฮัจญีสุหลงถูกฆ่าตายโดยคำสั่งของ เผ่า ศรียานนท์

ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมารัฐไทยกดขี่ บังคับ และใช้ความรุนแรงกับประชาชนเชื้อชาติมาเลย์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ไม่เคยมีการเคารพศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองแต่อย่างใด มีการห้ามใช้ภาษายะวี[18] มีการบังคับสอนประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรมไทยแบบกรุงเทพฯ มีการปิดโรงเรียนศาสนาอิสลาม ในบางช่วงมีการบังคับให้นักศึกษาสวดมนต์ศาสนาพุทธ แต่งตัวแบบคนภาคกลาง เปลี่ยนชื่อเป็นชื่อ “ไทย”ๆ และมีการละเลยการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องที่ในรูปแบบที่จะเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่[19] สถานการณ์ดังกล่าวดำรงอยู่ได้ภายใต้การยึดครองพื้นที่ในรูปแบบอาณานิคมโดยทหารและตำรวจ การปกครองโดยข้าราชการจากที่อื่น และการใช้ความรุนแรงโดยรัฐอำมาตย์ ดังนั้นความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ไม่ได้เริ่มมาจากผู้กบฏ และไม่ได้เป็นการต่อสู้กันระหว่างชาวบ้านมุสลิมกับชาวบ้านพุทธแต่อย่างใด

หลายคนหลงคิดว่าหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา รัฐบาล คมช. จะหันมาใช้นโยบายใหม่ในสามจังหวัดภาคใต้ เพราะนายกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ไป “ขอโทษ” เรื่องตากใบ แต่คำขอโทษดังกล่าวไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงเพราะไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่กระทำความผิด และไม่มีการเปลี่ยนนโยบายการเน้นกำลังทหารแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นคำ “ขอโทษ” นี้ไร้ความจริงใจเมื่อออกมาจากปากของผู้ที่มีส่วนในเหตุการณ์นองเลือดพฤษภา ๒๕๓๕ อีกด้วย[20]

ถ้าจะเข้าใจต้นเหตุของความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้เราต้องดูต้นกำเนิดของรัฐไทยสมัยใหม่ และที่มาของพรมแดนปัจจุบัน ซึ่งเป็นสองสิ่งนี้เกิดขึ้นในยุคที่ทุนนิยมตะวันตกเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเข้ามาของทุนนิยมมีสองใบหน้าคือ ใบหน้าของนักค้าขายหรือนักลงทุน และใบหน้าของกองกำลังทหารที่ใช้ยึดพื้นที่ หรือเป็นอำนาจหนุนหลังการเจรจา ซึ่งลักษณะดังกล่าวยังเห็นชัดในกรณีสงครามอิรัก หรือการยึดครองประเทศ ธิเบต ทุกวันนี้

หลายคนอาจภาคภูมิใจ หัวใจพองโต เวลามองว่าประเทศไทย “ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นตะวันตกแต่นั้นเป็นการเข้าใจผิด ในขณะที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษ ฝรั่งเศสและฮอลแลนด์บุกเข้ามาในพื้นที่นี้ แล้วใช้กำลังทหารยึดครองและสร้างอิทธิพลที่เอื้ออำนวยต่อการขูดรีดทรัพยากรและแรงงาน รัฐกรุงเทพฯ ภายใต้รัชกาลที่ ๕ ก็ทำเช่นเดียวกัน รัฐบาลกรุงเทพฯ สถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามขึ้นมา แล้วอ้างว่าเป็นผู้แทนของ คนไทยทั้งหมด แต่พร้อมๆ กันนั้นมีการล่าอาณานิคม บังคับให้คนลาวในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่า อีสานยอมจำนน มีการล่าอาณานิคมลานนาเก่าทางเหนือ มีการบุกเข้าไปในดินแดนเขมร และมีการทำสงครามกับเมืองทางใต้เช่นปัตตานี สาเหตุและเป้าหมายไม่ต่างจากเจ้าอาณานิคมตะวันตกเลย คือผู้ปกครองกรุงเทพฯ สมัยนั้น ต้องการคุมพื้นที่เพื่อคุมทรัพยากรและแรงงานแข่งกับตะวันตก ในสมัยศักดินาก่อนหน้าที่รัชกาลที่ ๕ จะสร้างรัฐรวมศูนย์ การคุมพื้นที่ไม่ค่อยสำคัญ เพราะการขูดรีดมูลค่ามาจากการคุมกำลังคนโดยตรงในลักษณะไพร่ ทาส หรือเชลยศึก แต่พอเข้ายุคทุนนิยม พื้นที่และพรมแดนกลายเป็นเรื่องใหญ่ และต้องมีการสร้างระบบแรงงานแบบใหม่ เพื่อผลิตมูลค่าด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอีกด้วย นั้นคือต้องมีแรงงานรับจ้าง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานนำเข้าจากจีนหรือแรงงานที่เป็นอดีตไพร่

สรุปแล้วพรมแดนรัฐชาติไทยปัจจุบันคลอดออกมาจากการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลกรุงเทพฯและอำนาจตะวันตกแต่แรก ทั้งในรูปแบบสงครามและการข่มขู่ และคลอดท่ามกลางการแข่งกันขูดรีดมูลค่าระหว่างกรุงเทพฯ ลอนดอน ปารีส และอัมเสตอร์ดัม แต่สิ่งที่พิเศษไปอีกสำหรับกรณีสามจังหวัดภาคใต้ ที่ต่างออกไปจากกรณีคนลาวในอีสาน คนภาคเหนือ หรือคนจีนที่เข้ามาเป็นแรงงานหรือพ่อค้า คือรัฐไทยไม่เคยเคารพคนมาเลย์มุสลิมในสามจังหวัดเลย ไม่เคยให้เกียรติกัน ไม่เคยมองว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมชาติที่เท่าเทียมกัน

นี่คือสาเหตุที่รัฐไทยยุคเผด็จการทหารในอดีต เคยบังคับให้คนมุสลิมไหว้พระพุทธรูป เคยปราบปรามชาวบ้านด้วยความรุนแรง และได้นำชาวบ้านพุทธจากภาคอีสานไปตั้งรกรากท่ามกลางหมู่บ้านคนพื้นเมืองอิสลาม เพื่อเป็นกำลังหนุนในการยึดครองพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดคล้ายกับท่าทีรัฐไทยต่อคนชนเผ่าบนดอยในภาคเหนือ หรือคนชนเผ่าตามชายแดนพม่า หรือท่าทีต่อผู้ลี้ภัยเวียดนามและพม่า และท่าทีและวิธีคิดแบบนี้ถูกถ่ายทอดอย่างเป็นระบบลงไปในทุกส่วนของสังคมไทย

นี่คือสาเหตุที่รัฐไทยมองว่าการปกป้องรักษาวัฒนธรรมมุสลิม รวมถึงศาสนา ภาษา หรือวิถีชีวิตต่างๆ ของคนภาคใต้ เป็นปัญหานี่คือสาเหตุที่มีทหารประจำการยึดครองสามจังหวัดอย่างต่อเนื่อง นี่คือสาเหตุที่ตำรวจและทหารใช้ความรุนแรงอย่างไม่เกรงใจใคร โดยเฉพาะในกรณี กรือแซะ และตากใบ และพลเมืองไทยส่วนใหญ่ถูกสอนให้มีความคิดคับแคบ ดูถูกชาวมุสลิมมาตลอดอีกด้วย เวลาประพฤติตัวก็จะคับแคบ เลือกปฏิบัติ อย่างที่เห็นกับตา คนส่วนใหญ่ในภาคกลางและภาคอีสานไทย มักจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชาวมุสลิมที่เป็นพี่น้องของเรา มองว่ามุสลิมเป็น แขกสังคมไทยมันเต็มไปด้วยความโง่เขลา คับแคบ และคลั่งชาติอย่างนี้ที่มาจากความคิดของอำมาตย์ ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วคนไทยธรรมดาๆ ก็มีนิสัยใจคอที่อยากเป็นมิตรกับคนอื่น และรักความเป็นธรรม ปัญหาคือรัฐไทยทำให้เราเพี้ยนผ่านการล้างสมองด้วยแนวชาตินิยมและลัทธิกษัตริย์

คนมุสลิมต้องการความเคารพ

อาจารย์ อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง[21] จากมหาวิทยาลัยสงขลาวิทยาเขตปัตตานีพูดว่า สิ่งที่คนมุสลิมในภาคใต้ต้องการคือความเคารพ ไม่ใช่ความสงสาร หรือความช่วยเหลือแบบเงินให้ทาน เราควรจะสนับสนุนคำพูดนี้โดยเข้าใจว่าความเคารพคือการเคารพว่าเพื่อนพลเมืองในสามจังหวัดสามารถปกครองตนเอง สามารถเลือกอนาคตตนเอง โดยที่ไม่ต้องมีทหารหรือตำรวจยึดครองเต็มเมือง และโดยที่ไม่ต้องมาพูดกันว่า เขาไม่ใช่ พวกเราเพราะเขามีศักดิ์ศรีในการปกป้องวัฒนธรรมที่ต่างจากกรุงเทพฯ ในรูปธรรมมันหมายความว่าต้องเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ต้องถอนทหารและตำรวจออกให้หมด ต้องเปิดเวทีปรึกษาหารือในหมู่พลเมืองในพื้นที่ ว่าจะกำหนดอนาคตกันเองอย่างไร และต้องเลิกมองว่าความเจ็บปวดที่สะสมมานานจนทำให้คนเกลียดชังรัฐไทย พร้อมจะจับอาวุธสู้ หรือการเสนอให้จัดพรมแดนใหม่ด้วยการแบ่งแยกดินแดน เป็นการ หลงผิดหรือคิดแบบ หัวรุนแรง

ถ้าเข้าใจที่มาของพรมแดนไทย เราจะเข้าใจว่าถ้าเราไม่ใช่ชนชั้นปกครองหรืออำมาตย์ เราพลเมืองธรรมดาไม่มีส่วนได้อะไรจากการปกป้องพรมแดนไทยในรูปแบบปัจจุบันเลย และเราจะเข้าใจอีกว่าก้าวแรกในการลดความรุนแรง คือการถอนกองกำลังของรัฐไทย ที่ใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องในสามจังหวัดกำหนดอนาคตเองอย่างสันติสุขได้

อย่าลืมว่าในกรณีภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีคนเสื้อแดงไม่น้อยที่พูดออกมา ด้วยความอึดอัดใจท่ามกลางเผด็จการของอำมาตย์ว่า “ควรจะแยกดินแดนกับพวกเสื้อเหลืองไปเลย” นี่คืออารมณ์เดียวกันกับที่พี่น้องมาเลย์มุสลิมรู้สึก

หลังการเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ ไทยรักไทย เสียคะแนนเสียงในภาคใต้เป็นจำนวนมาก และมีการก่อตั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) โดยที่ อานันท์ ปันยารชุน[22] เป็นประธาน แต่อานันท์กล่าวต่อสื่อมวลชนว่าการปกครองตนเอง หรือการสร้างเขตปกครองพิเศษ เป็นไปไม่ได้ และแนะนำให้ชาวบ้านลืมเหตุการณ์ที่ตากใบ[23]

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ มีข้อเสนอที่ก้าวหน้าหลายอย่าง เพราะมีการมองว่าปัญหามาจากการที่ไม่มีระบบยุติธรรมและการเคารพวัฒนธรรมในภาคใต้ นอกจากนี้มีการตำหนิว่ารัฐบาลไม่สนใจใช้แนวสันติวิธีในการแก้ปัญหา โดยมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง มีการแนะนำว่าคนในพื้นที่ควรมีอำนาจในการควบคุมทรัพยากร ภาคประชาสังคมต้องมามีบทบาทสำคัญในการสร้างความยุติธรรม และควรมีการใช้ภาษา ยะวี ควบคู่กับภาษาไทยในระบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติ[24] แต่ปรากฏว่าข้อเสนอเรื่องการใช้ภาษา ยะวี ถูกปฏิเสธทันที โดยนายกทักษิณ และพลเอกเปรม ประธานองค์มนตรี[25]

กองกำลังทหารและตำรวจสร้างความสงบหรือสร้างความรุนแรง?

การถอนทหารและตำรวจออกจากพื้นที่มีประโยชน์สองด้านคือ จะลดการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความโกรธแค้นที่หลายฝ่ายมีต่อรัฐ และจะปิดช่องที่ทหารบางกลุ่มใช้ในการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงเพื่อชักงบประมาณลงในพื้นที่ นอกจากการถอนกองกำลังของรัฐไทยออกแล้ว ต้องยุตินโยบายที่รัฐไทยแจกอาวุธให้ประชาชนด้วย พร้อมกันนั้นรัฐไทยต้องประกาศว่าจะหันมาใช้การเมืองในการแก้ปัญหา

สำหรับคนที่ข้องใจว่า ถ้าถอนทหารตำรวจออกไป ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหรือไม่... แล้วจะมีใครปกป้องประชาชน?สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ การมีทหารและตำรวจในสามจังหวัดในรอบห้าสิบปี เคยห้ามความรุนแรงและปกป้องประชาชนจริงหรือ? คำตอบคือ ไม่และขณะนี้เราก็เห็นชัดว่า ทหารและตำรวจคุมสถานการณ์และเอาชนะฝ่ายกบฏไม่ได้ การใช้นโยบายการทหารยิ่งทำให้สถานการณ์เลวลงด้วยซ้ำ เพราะทหารและตำรวจเป็นผู้ใช้ความรุนแรง อุ้มฆ่าประชาชน และสร้างความกลัวแต่แรก[26] ไม่ว่าจะด้วยการครอบครองพื้นที่ การสร้างสถานการณ์ การฆ่าวิสามัญเพื่อปราบยาเสพติด หรือการอุ้มฆ่าและปราบวัยรุ่นที่คิดแบ่งแยกดินแดน ดังนั้นการถอนทหารและตำรวจออกไปเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสงบอย่างชัดเจน

ถ้าสังคมเราจะยอมรับความหลากหลายของพลเมืองอย่างที่นักวิชาการหลายคนเสนอ เราต้องก้าวเลยขอบเขตของการเรียนการสอนประวัติศาสตร์จากมุมมองรัฐบาลกรุงเทพฯ หรือมุมมองอำมาตย์ ต้องมีหลายมุมมอง แต่ก็ยังไม่พออีก ควรมีการเรียนหลายๆ ภาษาในโรงเรียนทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ภาษาไทย อังกฤษ หรือบางครั้งภาษาจีน ควรสอนภาษามาลายู อักษรอาหรับ ภาษากะเหรี่ยง ควรแยกศาสนาออกจากระบบโรงเรียนเพื่อให้เป็นประเด็นส่วนตัว ไม่ควรมีการบังคับสวดมนต์แบบพุทธ หรือบังคับให้เคารพกษัตริย์ ควรเปิดกว้างเรียนรู้หลากหลายความเชื่อ เช่นพุทธ อิสลาม คริสต์ ผีสางนางไม้ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ หรือแนวคิดอื่นๆ ของมนุษย์ และควรมีการประกาศให้วันเทศกาลสำคัญของจีน อิสลาม หรือ คริสต์ เป็นวันหยุดราชการและวันหยุดภาคเอกชนด้วย[27] ต้องมีการให้สิทธิพลเมืองเต็มตัวกับผู้ที่เกิดภายในพรมแดน โดยที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรมากมาย

ควรมีการรื้อถอนแนวคิดชาตินิยม เช่นต้องเลิกบังคับการเคารพธงชาติ และเลิกใช้คำว่า ปวงชนชาวไทย ในรัฐธรรมนูญ เพราะพลเมืองประเทศเราประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติ ไม่ใช่แค่ ไทยเท่านั้น แต่ในระยะสั้นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเราพร้อมจะเคารพคนในพื้นที่ว่ามีความสามารถในการปกครองตนเอง และในการดูแลสังคม คือการเลิกกลัวว่าถ้าไม่มีกองกำลังของรัฐไทยตรงนั้นทุกอย่างจะปั่นป่วน

อย่าลืมว่าอำมาตย์และเสื้อเหลืองชอบมองคนเสื้อแดงว่า “โง่” และไร้วุฒิภาวะที่จะเลือกรัฐบาลของตนเอง

คำอธิบายผิดๆ เกี่ยวกับความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้

การที่รัฐไทยเรียกฝ่ายกบฏต่อรัฐไทยว่าเป็น “โจรใต้” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” หรือการที่เสนอว่ามีการหนุนหลังจากพวก “มุสลิมหัวรุนแรง” ในต่างประเทศ เป็นเพียงคำด่าที่หลีกเลี่ยงการอธิบายปัญหา มันเป็นความพยายามที่จะแช่แข็งสมองและสติปัญญาของประชาชน เพื่อให้คิดว่าอยู่ดีๆ คนร้าย ก็คิดจะวางระเบิดหรือลอบยิงใคร หรืออยู่ดีๆ ถ้ามีคนอาหรับมาเป่าหูหรือเอาเงินมาให้ ก็จะไปวางระเบิด โดยไม่มีเหตุผล ภาคประชาชนต้องเลิกคิดแบบนี้ และต้องเลิกพูดถึง โจรใต้ด้วย

มีคนกลุ่มหนึ่งที่เคยใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลอกตัวเองและคนอื่น ว่าความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้มาจากองค์กรสายลับ ซีไอเอ ของสหรัฐ ที่มีแผนจะขยายอิทธิพลในไทย คำอธิบายนี้เมื่อพิจารณาผิวเผินก็มีเหตุผลบ้าง เพราะสหรัฐเคยช่วยแม้แต่บินลาเดน หรือทาลิบัน แต่มันเป็นการมองข้ามและปฏิเสธข้อมูลเกี่ยวกับการกดขี่ชาวมาเลย์มุสลิมของรัฐไทย และพวกที่กบฏต่อรัฐไทยในยุคนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะฟังสหรัฐ ไม่เหมือนกรณีชาวอัฟกานิสถานในอดีตที่เคยถูกยึดครองโดยรัสเซียในสมัยสงครามเย็น

อีกทฤษฎีหนึ่งที่พยายามจะ “อธิบาย ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ คือแนวคิดที่เสนอว่ามันมาจากการแข่งขันกันระหว่าง “เครือข่ายพระราชวัง” (Network Monarchy) กับ “เครือข่ายทักษิณ” (Network Thaksin) ทั้งนี้เพื่อคุมอิทธิพลในภาคใต้ และมุมมองนี้เสนอว่าทหาร นอกจากจะอยู่ฝ่ายวังแล้ว ยังมีผลประโยชน์ในการค้าของเถื่อนข้ามพรมแดนด้วย[28]

ทหารมีประวัติในการขายของเถื่อนข้ามพรมแดนจริง มีการร่วมมือกับอิทธิพลมืดจริง และเราก็เห็นความขัดแย้งที่นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยา แต่มันไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง “กษัตริย์” กับ “นายทุนสมัยใหม่”[29] ตามที่พวกนี้คิด และที่สำคัญที่สุดคือ มุมมองนี้ปิดหูปิดตาถึงประวัติศาสตร์การกดขี่ข่มเหงประชาชนภาคใต้โดยรัฐไทยอีก ซึ่งแปลว่าทฤษฏีนี้ไม่มีค่าในการอธิบายสถานการณ์แต่อย่างใด

ขบวนการแบ่งแยกดินแดนคือใคร?

ในเมื่อมีขบวนการปลดแอกประชาชนและแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดภาคใต้ หลายคนสงสัยว่าทำไมไม่มีใบปลิวหรือแถลงการณ์ออกมาเหมือนขบวนการกู้ชาติอื่นๆ ในอดีต คำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญการ ก่อการร้ายอธิบายว่าขบวนการที่ต่อสู้กับรัฐไทยตอนนี้มีการจัดตั้งที่ทันสมัยอย่างดี แต่จัดตั้งแบบกระจัดกระจายเป็นหน่วยเล็กๆ ที่ไม่ยอมประกาศข้อเรียกร้องหรืออ้างว่าตนเองทำอะไร ซึ่งทำให้รัฐไทยสับสนและมีปัญหามากในการที่จะทราบว่าใครทำอะไรที่ไหน สรุปแล้วปราบปรามยาก[30]

ถ้าใครศึกษาประวัติของขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ จะพบว่าในยุคหลัง ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ มีการร่วมมือกันระหว่างขบวนการนี้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและพรรคคอมมิวนิสต์มาเลเซีย ขบวนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในช่วงนั้นใช้ความคิดแนวสังคมนิยม แต่หลังจากการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ มีการเปลี่ยนไปต่อสู้ภายใต้ธงของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่นที่ปาเลสไตน์ เป็นต้น[31] ดังนั้นนักวิชาการที่มองว่าคนมาเลย์มุสลิม “ยังจมอยู่กับการใช้ความคิดโบราณของอิสลาม ก่อนยุคโลกาภิวัตน์” อย่างเช่น สุรินทร์ พิศสุวรรณ[32] หรืออาจารย์จาก มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นคนที่ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ก่อนหน้าเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ในปี ๒๕๐๖ มีการก่อตั้งองค์กร Barisan Revolusi Nasional (B.R.N.) ต่อมาในปี ๒๕๑๑ ก็มีการตั้งอีกองค์กรหนึ่งชื่อ Pattani United Liberation Organisation (P.U.L.O.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ได้สู้ภายใต้ธงของศาสนา อย่างไรก็ตามในยุคนี้ผู้นำ P.U.L.O. สารภาพว่าตนไม่ค่อยมีอิทธิพลอะไรกับนักต่อสู้หนุ่มสาวรุ่นใหม่[33]

ในปี ๒๕๒๗ B.R.N. แตกเป็นสามฝ่าย หนึ่งในนั้นคือ Barisan Revolusi Nasional-Koordinasi (B.R.N.-C) และในปี ๒๕๔๘ องค์กรหรือกลุ่มหลวมๆ ชื่อ Runda Kumpulan Kecil (R.K.K.) ที่เติบโตมาจาก B.R.N.-C เริ่มมีบทบาทมากขึ้น คนหนุ่มสาวที่เป็นสมาชิก R.K.K. จะได้รับการฝึกฝนจากอินโดนีเซียและปากีสถาน ทางตำรวจไทยและผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า R.K.K. เป็นผู้วางระเบิดที่กรุงเทพฯ ในช่วงปีใหม่ ๒๕๕๐ อย่างไรก็ตามคณะรัฐประหาร คมช. ไม่ยอมรับข้อสรุปนี้เพราะอยากจะไปโทษทักษิณและอยากสร้างภาพว่าตนเอง แก้ปัญหาภาคใต้ได้ แต่ความจริงตรงข้ามกันเลย ความรุนแรงทวีขึ้นหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา และทุกวันนี้ทหารและตำรวจยอมรับว่า R.K.K. มีบทบาทสำคัญในภาคใต้

แนวทางเคลื่อนไหวมวลชนคือคำตอบ

การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมของรัฐไทยในสามจังหวัดภาคใต้ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการจับอาวุธและวางระเบิด ชาวบ้าน ทั้งหญิง ชาย และเด็กมีการออกมาปิดถนนทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อปกป้องไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปจับคุม ทำร้าย และอุ้มฆ่าประชาชน

 

ในวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๘ ชาวบ้านที่หมู่บ้านละหาน หมู่ 8 ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ปิดถนนและแจ้งกับผู้ว่าราชการจังหวัดและทหารว่าไม่ต้อนรับเข้ามาในหมู่บ้าน[34] สองสัปดาห์ต่อมา ชาวบ้านตันหยงลิมอ กว่า 2000 คนประท้วงพร้อมจับ 2 นายทหารเป็นตัวประกันเพราะเชื่อว่าเป็นมือปืนฆ่าประชาชน มีการชูป้ายว่า ทหารเป็นผู้ก่อการร้ายที่แท้จริง [35] หลังจากนั้นในเดือน พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ชาวบ้านในจังหวัดยะลาออกมาประท้วงไล่ค่ายทหารในโรงเรียน มีป้ายด่าความชั่วร้ายของทหาร เพราะเข้ามาฆ่าคนบริสุทธิ์และทำลายหมู่บ้าน[36]

เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ มีประชาชนจากจังหวัดยะลากว่า 2,000 คน เดินทางมารวมตัวกันปิดถนนหน้าค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัย 21 คน กลุ่มผู้ชุมนุมชุดนี้ เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ชุมนุมปิดถนนที่หน้ามัสยิด อำเภอกรงปินัง ที่สลายตัวไปแล้ว แต่กลับมารวมตัวอีกครั้ง[37]

 

เมื่อวันที่ ๓๑ พ.ค. ๒๕๕๐ เครือข่ายนักศึกษาพิทักษ์ประชาชน พร้อมประชาชนกว่า 3,000 คนได้ชุมนุมกันที่มัสยิดกลาง จ.ปัตตานี และประเด็นสำคัญของของการอออกมาชุมนุมครั้งนี้ พบว่ามีการชูประเด็นกรณีที่มีการสังหารชาวบ้านที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 คน โดยหนึ่งในนั้นคือหญิงสาววัย 21 ปี ที่ถูกฆ่าข่มขืนต่อหน้าต่อตาผู้เป็นแม่ ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการกระทำของทหารพราน

 

ตูแวดานียา ตูแวมือแง ประธาน เครือข่ายนิสิตนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน เปิดเผยว่า เรายึดหลักสันติประชาธรรมในการชุมนุม จะไม่มีการยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรง กลุ่มผู้ชุมนุมมีการเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียใหม่ เพราะสาเหตุที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมมาจากฝีมือทหาร ทหารจึงเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ถ้าจะแก้ปัญหาจริงต้องแก้กันในระดับนโยบายของรัฐ[38]

 

ในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ ดาริการายงานว่าในบางพื้นที่มีการพ่นสีบนถนนโดยชาวบ้านด้วยข้อความเช่น สันติสุขจะเกิดขึ้นถ้าไม่มีทหาร ไม่ต้องการทหารเข้ามาในหมู่บ้าน ประชาชนกลัว ไม่มีทหารประชาชนเป็นสุข และ เคอร์ฟิวส์ไม่ยุติธรรม ฆ่าคนบริสุทธิ์[39] ซึ่งอารมณ์แบบนี้น่าจะเป็นสิ่งที่คนเสื้อแดงเข้าใจได้

 

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากศูนย์เฝ้าระวังเชิงองค์ความรู้สถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รายงานว่าจากสถิติในรอบ 3 ปีกว่าของความรุนแรงในพื้นที่ มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า การชุมนุมประท้วงโดยมวลชน รวม 26 ครั้ง ประเด็นที่น่าสนใจคือ ลักษณะข้อเรียกร้องในการชุมนุมประท้วงส่วนใหญ่ เป็นการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในคดีการก่อความไม่สงบ (13 ครั้ง) และรองลงมาคือการเรียกร้องขับไล่กองกำลังทหารหรือตำรวจออกจากพื้นที่ (5 ครั้ง)

แนวทางมวลชนของชาวบ้านและนักศึกษาที่เรียกร้องความเป็นธรรมแบบนี้ คือความหวังหลักในการแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยวิธีสันติทางการเมือง แต่รัฐไทยและสื่อมวลชนกระแสหลักมักจะโจมตีว่าชาวบ้านและนักศึกษาเป็นพวก รุนแรง ซึ่งเท่ากับว่าไม่มีการแยกแยะระหว่างผู้จับอาวุธกับผู้เคลื่อนไหวมวลชนเลย และเป็นการผลักคนหนุ่มสาวไปสู่แนวทางจับอาวุธ ยิ่งกว่านั้นมีการจับคุมและทรมานนักเคลื่อนไหวที่ใช้แนวมวลชนอีกด้วย เช่นเมื่อวันที่ ๒๗ ม.ค. ๒๕๕๑ เจ้าหน้าที่ทหารเฉพาะกิจ 11 ได้เข้าตรวจค้นและจับกุมนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎยะลาและสถาบันพลศึกษา วิทยาเขตยะลา จำนวน 7 คน นักศึกษากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มนักศึกษากิจกรรมที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และ ศูนย์ทนายความมุสลิม ในการไปเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับกฎหมายเฉพาะ 3 จังหวัดภาคใต้[40]

 

ถ้าแนวทางเคลื่อนไหวมวลชนของชาวมาเลย์มุสลิมจะประสบความสำเร็จ เขาจะต้องได้รับการหนุนช่วยและความสมานฉันท์จากประชาชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดง ในส่วนอื่นของสังคมไทย เราไม่ควรประณามหรือหันหลังให้เขาโดดเดี่ยว



[1] ข้อมูลนี้มาจากการพูดคุยกับนักข่าวที่รู้จักพื้นที่ดี

[2] ตัวอย่างความคิดของฝ่ายรัฐ เช่น นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แสดงความเห็นในเดือนมกราคม ๒๕๕๐ ว่า ฝ่ายอำนาจรัฐนั้นก็กำลังพยายามควบคุมสถานการณ์การอาละวาด ดูจากฝีมือ ผมว่ารัฐเอาไม่อยู่ เวปไซท์ประชาไท http://www.prachatai.com 15/1/2007

[3] Bangkok Post 6,7,13 February 2008.

[4] ถ้าต้องการเข้าใจประเด็นนี้เพิ่มควรดู เอกรินทร์ ต่วนศิริ (๒๕๕๑) วิวาทะความรุนแรงที่ชายแดนใต้ระหว่างเยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธความรุนแรงกับเยาวชนนักสันติวิธี ใน South See (จุลสารเพื่อความเข้าใจวัฒนธรรม วิถีชีวิต และปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้) ฉบับที่ 5 สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[5] Arundhati Roy (2004) The ordinary Person’s Guide to Empire. Harper Perennial.

[6]ความจริงที่ตากใบไร้มนุษยธรรม ความชอบธรรมสิ้นสูญ เขียนโดย ส..เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในปี ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นเอกสารที่น่าเชื่อถือ แต่เราควรทราบว่าในภายหลัง เจิมศักดิ์ เงียบเฉยเวลารัฐบาลอภิสิทธิ์ฆ่าคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ผู้เขียนพยายามจะไม่ใช้สองมาตรฐานแบบที่เจิมศักดิ์กับพวกเสื้อเหลืองใช้

[7] ดูรายละเอียดใน ใจ อึ๊งภากรณ์ และสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (๒๕๔๔) อาชญากรรมรัฐในวิกฤตการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

[8] น.ส.พ. โพสต์ทูเดย์ 17 พฤศจิกายน 2547 หน้า 1 และ A6

[9] ตามตัวเลขสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปัตตานีมี 6 แสน ยะลามี 4 แสน และนราธิวาสมี 6.6 แสน

[10] ทนายสมชายถูกตำรวจฆ่าเพราะกำลังจะนำหลักฐานการทรมานผู้ต้องหาจากภาคใต้โดยตำรวจมาเปิดโปงให้สังคมทราบ และยังไม่มีการลงโทษตำรวจหรือนักการเมืองคนใดเรื่องนี้

[11] คนนี้ก็อีกคนหนึ่งที่รายงานมาอย่างน่าเชื่อถือในเรื่องภาคใต้ แต่มีสองมาตรฐานเวลาทหารฆ่าเสื้อแดง

[12] Pasuk Phongpaichit & Chris Baker (2004) Thaksin. The business of politics in Thailand. Silkworm. Page 19.

[13] เวปไซท์ประชาไท http://www.prachatai.com 9/10/2007

[14] เวปไซท์ประชาไท http://www.prachatai.com 18/2/2008

[16] ถ้าอยากอ่านเพิ่มควรเริ่มที่งานของ ธงชัย วินิจจะกูล ในกรุงเทพธุรกิจ ๑๗,๑๘,๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๗ และงานของธเนศ อาภรณ์สุวรรณ (๒๕๔๙) ความเป็นมาของทฤษฏีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[17] Nik Anuar Nik Mahmud (2006) The Malays of Patani. The search for security and independence. School of History, Politics and Strategic Studies, University Kebangsaan, Malaysia.

[18] ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของชาวมาเลย์

[19] อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง (๒๕๔๙) มลายู: วัฒนธรรมรากเหง้า ใน สถานการณ์ชายแดนใต้ มุมมองของภาคประชาคม คณะกรรมการประสานงานภาคประชาชนเพื่อจังหวัดชายแดนใต้

[20] ดู น.ส.พ. ไทยโพสต์ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๓

[21] ดูบทความใน http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content1/show.pl?0173 พฤษภาคม ๒๕๔๗

[22] คนนี้มีประวัติในการรับใช้อำมาตย์มานาน เช่นการเป็นนายกรัฐมนตรีเผด็จการหลังรัฐประหาร ๒๕๓๒ และการเข้ามาเป็นประธานกรรมการปฏิรูปของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในปี ๒๕๕๓

[23] Bangkok Post 10 August 2005, 9 May 2005.

[24] รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (๒๕๔๙) เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์

[25] Bangkok Post 26 and 27 June 2006.

[26] เอกรินทร์ ต่วนศิริ (๒๕๔๙) การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาในพื้นที่เหตุการณ์ความรุนแรงจังหวัดชายแดนใต้ ใน สถานการณ์ชายแดนใต้ มุมมองของภาคประชาคม คณะกรรมการประสานงานภาคประชาชนเพื่อจังหวัดชายแดนใต้

[27] อย่างที่ประเทศสิงคโปร์หรือมาเลเซีย

[28] Duncan McCargo (2005) Network monarchy and legitimacy crises in Thailand. The Pacific Review 18 (4) December, 499-519.

[29] ดู ใจ อึ๊งภากรณ์ (๒๕๕๑) “สถาบันกษัตริย์ไทยมีอำนาจแค่ไหน? การถกเถียงทางวิชาการเกี่ยวกับกษัตริย์ไทย” ๒๓ มกราคม ๒๕๕๑ www.pcpthai.org.

[30] Zachary Abuza. Terrorism Monitor 8 September 2006 James Town Foundation

http://www.jamestown.org/terrorism/news/article.php?articleid=2370

[31] Chris Harman (1994) The Prophet and the Proletarian. International Socialism Journal (London) No.64, Autumn.

[33] Interview with the B.B.C.’s Kate McGeown posted on the B.B.C. website 7 August 2006. http://www.bbc.co.uk/worldservice/

[34] Bangkok Post 5 September 2005.

[35] Bangkok Post 22 September 2005.

[36] Nation 6 November 2006.

[37] เวปไซท์ประชาไท http://www.prachatai.com 8/5/2007

[38] เวปไซท์ประชาไท http://www.prachatai.com 4/6/2007 และเวปไซท์ประชาไท http://www.prachatai.com 17/6/2007

[39] ดาริกา (๒๕๕๑) บันทึกจากหมู่บ้าน คอลอบาแล พื้นที่ที่ถูกทำให้เป็นสีแดง ใน South See (จุลสารเพื่อความเข้าใจวัฒนธรรม วิถีชีวิต และปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้) ฉบับที่ 5 สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[40] เวปไซท์ประชาไท http://www.prachatai.com 2/2/2008

 

Last Updated on Wednesday, 20 April 2011 17:09