แดงสังคมนิยม

มรดกสังคมนิยมไทยกับการต่อสู้ปัจจุบัน

E-mail Print PDF

 

มรดกสังคมนิยมไทยกับการต่อสู้ปัจจุบัน

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

อ่านต่อ....

 

 

1. กล้าฝัน

นักสังคมนิยมเป็นนักฝัน ตั้งแต่กำเนิดของแนวคิดนี้ในยุคหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ผู้ที่ต่อสู้เพื่อสังคมใหม่อันดีงามล้วนแต่เป็นนักฝัน การฝันในที่นี้ไม่ใช่การหลงหรือการเมาจนเพ้อเจ้อ แต่เป็นการคิดต่อไปข้างหน้าจากสภาพความเป็นจริงที่ดำรงอยู่เพื่อหาทางออกในการแก้ไขสังคม คนที่ฝันและประกาศความฝันให้สังคมทราบจะต้องมีความกล้า กล้าที่จะท้าทายแนวคิดกระแสหลัก และกล้าที่จะถูกโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้ที่ยอมจำนนต่อสภาพย่ำแย่ของสังคมที่ดำรงอยู่ บุคคลคนหนึ่งที่กล้าฝัน กล้าแหวกแนว และกล้าต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงามที่ยังไม่เกิดขึ้นคือ จิตร ภูมิศักดิ์ เพราะ จิตร กล้าท้าทายสถาบันต่างๆ และความคิดต่างๆ ของสังคมไทยที่ถูกสร้างขึ้นให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อรองรับและให้ความชอบธรรมกับระบบการกดขี่ขูดรีด ไม่ว่าจะเป็นศาสนา แนวชาตินิยม ระบบกษัตริย์ หรือความคิดเกี่ยวกับศีลปะวัฒนธรรม จิตร กล้าวิจารณ์หมด

ในหนังสือ "ใครเป็นซ้าย" ของ สุรพงษ์ ชัยนาม มีการอธิบายว่านักสังคมนิยมต้องกล้าฝันถึง "ยูโธเบีย" (สังคมอนาคตในอุดมการณ์) เพราะถ้าจะเปลี่ยนแปลงสังคมเราจะต้องมีภาวะความคิดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ การมียูโธเบียในใจก่อนที่มันจะเป็นจริงจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างสังคมใหม่(ยูโธเบีย)นั้นเอง ข้อเสนอนี้สนับสนุนความคิดของ โรซา ลัคแซมเบอร์ค (ในหนังสือ ปฏิรูปหรือปฏิวัติ ดู ใจ ๒๕๔๒; 81) ว่านักปฏิวัติย่อมเป็นผู้ที่ต่อสู้เพื่อสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ประจำวันได้ดีที่สุด เหตุผลคงหาได้ไม่ยากนัก เพราะถ้าเปรียบเทียบนักปฏิวัติสังคมนิยมปัจจุบันในประเทศไทย (เช่น กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน หรือนักสังคมนิยมยุคก่อนๆ) จะเห็นว่ากล้าเสนอให้มีการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ หรือกล้าเสนอว่าต้องเริ่มการสร้างพรรคสังคมนิยมของชนชั้นกรรมาชีพตั้งแต่วันนี้ แต่พวกที่อ้างว่าตนเอง "คิดแบบโลกจริง" หรือพวกที่ทำงานในกรอบทุนนิยม มักมองว่าแค่เรื่องประจำวันดังกล่าวที่ยังไม่ใช่การปฏิวัติสังคมก็ "ยังยากเกินไปที่จะทำได้" หรือแย่กว่านั้นคิดว่า "เป็นไปไม่ได้เลย" ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมจำนนต่อสภาพสังคมที่ดำรงอยู่ทุกประการ สุรพงษ์ ขยายความต่อไปว่าเราไม่จำเป็นต้องรอสภาพความสุกงอมของสังคมก่อนที่จะมีความฝัน (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 45, 89) ในอดีตถ้าไม่มีใครกล้าฝันถึงสังคมที่ไร้ระบบทาสหรือไร้ระบบศักดินา สังคมใหม่คงไม่เกิด หรือถ้า ลีโอนาโด ดะวินชี นักคิดอิตาลี่ ไม่ฝันว่าวันหนึ่งมนุษย์จะบินได้ ก็คงไม่มีความพยายามที่จะสร้างเครื่องบินในสังคมมนุษย์

ทุกวันนี้เรามักจะได้ยินคนพูดว่า "สังคมนิยมเป็นความคิดที่ดีงามนะแต่มันอุดมการณ์เกินไป" สิ่งที่คนเหล่านี้กำลังเสนอคือสังคมนิยมคือแค่ความฝันเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้ในโลกจริง และเป็นไปไม่ได้เพราะมีอุปสรรคมากมาย เช่นมีการอ้างธรรมชาติของมนุษย์ โครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ที่เข้มแข็งเกินไป หรือบทเรียนจากอดีตในการนำความคิดสังคมนิยมมาใช้ ซึ่งในที่สุดจบลงด้วยเผด็จการฯลฯ เป็นต้น เรื่องต่างๆ ที่อ้างมาว่าเป็นอุปสรรค์เราสามารถโต้แย้งได้ทุกเรื่อง เช่นเราอาจอธิบายว่า "ธรรมชาติ" ของมนุษย์มิได้ตกจากฟ้าหรือพระเจ้าประทานให้ แต่มาจากสภาพความเป็นอยู่ทางวัตถุของมนุษย์ที่ย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอ ฉนั้นการอ้างว่าทุนนิยม "เหมาะ" กับธรรมชาติมนุษย์ในขณะที่สังคมนิยม "ไม่เหมาะ" เป็นเรื่องไร้สาระ หรือในกรณีการพูดถึงประสบการการสร้างสังคมนิยมในอดีต เราสามารถอธิบายว่า เผด็จการแบบสตาลินเป็นสิ่งตรงข้ามกับสังคมนิยมและเกิดขึ้นหลังการพ่ายแพ้ของการปฏิวัติรัสเซียเป็นต้น แต่ไม่ว่าเราจะโต้เถียงแต่ละกรณีตัวอย่างที่ถูกเสนอมาอย่างไร ประเด็นหลักของปัญหาในเรื่องนี้ก็ยังดำรงอยู่คือ ปัญหาว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้หรือไม่ และในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว "ความฝัน" เป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ด้วย

คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยที่รักความเป็นธรรมและต้องการจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ย่อมมองว่าถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย เราต้องมุ่งไปที่ "สิ่งที่เป็นไปได้" ซึ่งหมายความว่าเราต้องระมัดระวังให้เป้าหมายของเราคงอยู่ในกรอบของระบบการเมืองและเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ใช่เสนออะไรที่ "ไกลโลกจริง" เกินไป ทำไมคนไทยส่วนใหญ่ถึงมองอย่างนั้นในปัจจุบัน? เพราะถ้ากลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ยุคหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จะเห็นว่ากระแสหลักในหมู่คนก้าวหน้าหรือคนหนุ่มสาวมักมองว่าเราควรพังทะลายกรอบปัจจุบันเพื่อสร้างสังคมใหม่ มันมีอะไรเกิดขึ้นหลัง ๑๔ ตุลา ที่ทำให้คนส่วนใหญ่หยุดฝัน? คำตอบคือเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (...) ในช่วงต่อมา

ในการรำลึกถึงเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ธงชัย วินิจจะกูล หนึ่งในอดีตผู้นำนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ เสนอว่าการทำลายความฝันของคนหนุ่มสาวที่อยากสร้างสังคมใหม่ในวันที่ ๖ ตุลา บวกกับประสบการณ์ความผิดหวังในป่ากับพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทำให้หลายคนเข็ดกับความใฝ่ฝันอีก และการที่สังคมไทยปัจจุบันหมกมุ่นกับการกอบโกย การบริโภค เงิน กำไร และการหาช่องทางในการเอาเปรียบคนอื่น มาจากการทำลายความฝันดังกล่าว (ธงชัย ๒๕๓๙; 289) สรุปแล้ว ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ทำให้ คนเดือนตุลาและสังคมไทยโดยรวม เลิกฝันถึงการแก้ปัญหาทางสังคมอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นบทเรียนที่ "ผู้เป็นใหญ่" ทั้งหลายของไทยต้องการให้พวกเราจดจำ เพื่อจะได้ปกป้องระบบอภิสิทธ์ของเขาต่อไปได้

การใฝ่ฝันของหนุ่มสาวรุ่นตุลาในยุคนี้มีอุปสรรคมากกว่านี้อีก เพราะแม้แต่ในหมู่คนก้าวหน้าที่ไม่ผิดหวัง เช่นอดีตสมาชิก พ... ที่ยังยึดแนว สตาลิน-เหมา ของพรรค การใฝ่ฝันก็เป็นเรื่องต้องห้าม พ... มีนโยบายการต่อสู้เหมือนๆ กับพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินอื่นๆ ที่วกกลับมาสู่รูปแบบเก่าที่เลนินเคยเสนอแล้วทิ้งไปเมื่อเกิดการปฏิวัติรัสเซียขึ้นในปี 1917 คือ พ... มองว่ากรรมาชีพและชาวนาควรห้ามตัวเองไว้ก่อน อย่าสู้เพื่อสังคมนิยมทันที เป้าหมายอันดับแรกของการปฏิวัติไทยในมุมมอง พ... ต้องจบที่ขั้นตอน "ประชาชาติประชาธิปไตย" ซึ่งหมายถึงขั้นตอนประชาธิปไตยทุนนิยมนั้นเอง และในการสร้างประชาชาติประชาธิปไตย กรรมาชีพ ชาวนา และคนจนไทย จะต้องสามัคคีชนชั้นกับนายทุนน้อยนายทุนใหญ่ "เพื่อชาติ" ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ค่อยต่างจากข้อเสนอของนักการเมืองฝ่ายทุนนิยมที่ชอบโบกธงชาติ เรียกร้องให้เรารักชาติ หรืออ้างว่าตนเอง "รักไทย" เป็นประจำ ทั้งหมดนี้คือการห้ามยับยั้งการฝันถึงโลกใหม่ตอนนี้และห้ามไม่ให้เรียกร้องอะไรที่ก้าวหน้ากว่าปัจจุบัน

ถ้าพิจารณาสิ่งที่การต่อสู้ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ให้กับสังคมไทย จะเห็นว่ามีการนำประชาธิปไตยรัฐสภาแบบทุนนิยมมาใช้ การต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ ก็ช่วยเสริมสร้างสิ่งนี้เช่นกัน ดังนั้นเป้าหมาย "การปฏิวัติ" ของ พ... ไม่ใช่อะไรอื่นใดนอกจากสิ่งที่ดำรงอยู่แล้วในสังคมไทยหลัง ๑๔ ตุลา สรุปแล้วห้ามฝันต่อ แต่แนวมาร์คซิสต์เต็มไปด้วยความฝัน แม้แต่แนวของเลนิน (ในวิทยานิพนธ์เดือนเมษายน 1917 - ดู ก... และสัญชัย ๒๕๔๕; 13) ก็ตั้งเป้าไว้สูงกว่าแค่ "ประชาชาติประชาธิปไตย" เพราะเสนอให้ปฏิวัติไปสู่สังคมนิยมเลย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของตรอทสกีในทฤษฏีปฏิวัติถาวรที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1905 (ใจ ๒๕๔๒ ;125)

แนวมาร์คซิสต์เต็มไปด้วยความฝันอย่างไร? องค์ประกอบหนึ่งในสามองค์ประกอบหลักของลัทธิมาร์คซ์คือ "สังคมนิยมเพ้อฝัน" (Utopian Socialism) ของคนอย่าง Comte de Saint-Simon, Charles Fourier และ Robert Owen (ดู ใจ ๒๕๔๒; 13 และ เองเกิลส์ ๒๕๑๘) ในยุคนี้เราอาจเคยชินกับการใช้คำว่า "เพ้อฝัน" ในลักษณะคำด่าที่ใช้กับคนที่ไม่ยอมมองสิ่งที่เป็นไปได้ในโลกจริง แต่จริงๆ แล้ว นักมาร์คซิสต์มองมาตลอดว่าความฝันของพวกสังคมนิยมเพ้อฝันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญและที่จำเป็นในการสร้างสังคมนิยม เพราะเป็นการวิจารณ์ความเลวทรามของทุนนิยม

สำหรับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน นักสังคมนิยมต้องเสนอให้มีการสร้างรัฐสวัสดิการจากการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย ต้องเสนอให้มีการสร้างพรรคสังคมนิยมของกรรมาชีพ ต้องเสนอว่าผู้นำทุกระดับต้องมาจากการเลือกตั้ง และต้องกล้าเสนอว่าสักวันหนึ่ง หลังจากที่กรรมาชีพไทยสามารถโค่นล้มระบบทุนนิยมและยกเลิกการขูดรีดทางชนชั้น สังคมไทยจะเป็นสังคมที่ไร้ชนชั้น เพราะถ้าเรามัวแต่จมอยู่กับความหดหู่ที่มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปไม่ได้ เราก็จะจำกัดการต่อสู้ในกรอบสังคมปัจจุบัน จะคิดว่าคนธรรมดาไม่มีวันปกครองตนเอง และมองว่าเราเปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำปัจจุบันของระบบทุนนิยมไม่ได้ แค่เก็บภาษีจากคนรวยก็ทำไม่ได้ ซึ่งถ้าเรามองพวกนักกิจกรรม เอ็นจีโอ หรือนักสหภาพแรงงานส่วนใหญ่ จะเห็นว่ามีการจำกัดตนเองในคอกที่ชนชั้นนายทุนกำหนดไว้กับสังคมแบบนี้เป็นประจำ

ในขณะที่เราต้องกล้าและมั่นใจในความฝัน เราก็ไม่ได้ฝันแบบโง่ๆ อันโตนิโอ กรั่มชี่ นักมาร์คซิสต์อิตาลี่เสนอว่าเราต้องมองเป้าหมายการต่อสู้ระยะยาวด้วยความฝันในแง่ดีแต่มองอุปสรรค์ระยะสั้นด้วยปัญญาในแง่ร้าย คือเราไม่จำเป็นต้องหลอกลวงตัวเราเองและคนอื่นว่าการต่อสู้ระยะสั้นจะง่าย เพื่อที่จะกล้าฝันถึงยูโธเบีย

ในเรื่องความฝันไปสู่การปฏิวัติพลิกแผ่นดิน กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) เขียนไว้ในหนังสือ "แลไปข้างหน้า" ว่าหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ "อำนาจที่เชื่อถือกันมาแต่โบราณกาลว่าเป็นอำนาจที่จะอยู่คู่ฟ้าไม่อาจเปลี่ยนและทำลายได้นั้น ในที่สุดก็ล้มครืนลงต่อหน้าต่อตาเขาทั้งหลาย และการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ได้กระทำโดยมือของมนุษย์ธรรมดานั้นเอง" สรุปแล้ว "ไม่มีสิ่งใดที่ศักดิ์สิทธิ์เกินไปจนมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงมันได้" (ศรีบูรพา ๒๕๒๖; 266-267) นี่คือคำสำคัญที่นักเคลื่อนไหวคนหนุ่มสาวในสังคมไทยปัจจุบันควรนำมาใช้ในการต่อสู้ โดยในประการแรกไม่ลืมว่าในไทยเคยมีการปฏิวัติพลิกแผ่นดิน และสองเราควรนึกถึงตัวอย่างของ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ใครๆ แตะไม่ได้" ในปัจจุบันเพื่อกล้าเสนอว่าในเมื่อสิ่งเหล่านี้สร้างโดยมนุษย์แต่แรก มันก็ถูกมนุษย์ธรรมดาล้มหรือเปลี่ยนไปได้

ในหนังสือ "แลไปข้างหน้า" กุหลาบ ชวนให้เราถามต่อไปว่าความคิดเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันเกิดมาจากไหนและรับใช้ใคร เช่นในกรณีที่เด็กยากจนป่วย คนอย่างคุณลมัยมองว่า "เมื่อมันถึงที ก็ต้องปล่อยให้มันตายไป มันไม่มีทำเนียมที่บ่าวจะใช้แพทย์ร่วมกับนาย" ….กุหลาบ สรุปหลังจากนั้นว่า "ไม่มีใครที่ซักถามคุณลมัยว่าประเพณีอันดีงามของเขาก่อรูปมาได้อย่างไร และมีใครบ้างที่ต้องการเชิญมันไว้ให้ค้ำฟ้า" (ศรีบูรพา ๒๕๒๖; 107-108) ในยุคปัจจุบันหลังจากที่เรามีระบบรักษาพยาบาล 30 บาท ผู้ที่เสนอว่าเราควรเก็บภาษีจากคนรวยเพื่อพัฒนามันให้เป็นระบบรักษาพยาบาลฟรีที่มีคุณภาพสูง จะถูกประณามโดยหมอปฏิกิริยาบางคนว่าเป็นพวกที่ไม่รู้จักโลกจริงหรือเป็นพวกที่ต้องการทำลายระบบสาธารณะสุข

ปัญหาอันหนึ่งที่คนก้าวหน้าในไทยมักจะเกรงกลัวคือปัญหาการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในไทย ความเกรงกลัวที่จะวิจารณ์สถาบันนี้กลายเป็นเรื่องความเกรงกลัวในเชิงการกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในยุคสมัยก่อนวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเราหยุดนิ่งสักพัก และหันมาใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์ เราจะพบว่าสถาบันกษัตริย์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่มาสามครั้งในรอบแค่ 150 ปีที่ผ่านมา เช่นจากลักษณะศักดินา มาเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วมาเป็นกษัตริย์ใต้ระบบรัฐธรรมนูญ(ใจ ๒๕๔๓; 37) และยิ่งกว่านั้นถ้าย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์สมัยจอมพลป. ซึ่งไม่นานมานี้เอง จะพบว่าในจุดเริ่มต้นของระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ สถาบันนี้ไม่ได้รับความชื่นชมจากประชาชนแต่อย่างใด (ทักษ์ ๒๕๒๖; 360) ดังนั้นสมควรแล้วหรือที่เราจะต้องกลัวการเสนอรูปแบบการปกครองอื่นในไทย เช่นรูปแบบสาธารณรัฐ? การเสนอว่าผู้นำการเมืองควรมาจากการเลือกตั้ง หรือการเสนอว่าความสามารถไม่ได้ถ่ายทอดทางสายเลือดแบบอัตโนมัติหยาบๆ นอกจากจะตรงกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และความเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพในโลกสมัยใหม่แล้ว ยังเป็นการนำทางไปสู่สังคมที่มีประชาธิปไตยและการใช้สติปัญญามากขึ้นด้วย

ในเรื่องสถาบันกษัตริย์ กุหลาบ ก็มีคำแนะนำจากหนังสือ "แลไปข้างหน้า" เช่นกัน:

นิทัศน์: "สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าก็เหมือนกัน แต่เดิมท่านเป็นขุนนางชั้นหลวง และแต่เดิมทีเดียวท่านชื่อด้วง ดูซิเธอ พระเจ้าแผ่นดินหรือขุนนางท่านก็มาจากคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ ทั้งนั้น" (ศรีบูรพา "แลไปข้างหน้า" ๒๕๒๖; 163) ในเมื่อกษัตริย์สืบเชื้อสายจากคนธรรมดา สมควรแล้วหรือที่จะมีการเชื่อว่าสมาชิกต่างๆ ของราชวงต้องเป็นมนุษย์วิเศษที่เก่งในทุกด้านหรือ?

2. ประเพณีเสรีของฝ่ายซ้าย

นอกจากการทำลายความฝันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลร้ายของเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา คือการทำลายความหลากหลายของฝ่ายซ้ายไทย โดยเฉพาะประเพณีเสรีภาพของซ้ายไทย เพราะอำนาจมืดของเผด็จการบีบบังคับให้คนหนุ่มสาวเข้าป่าไปร่วมกับ พ... ภายใต้เงื่อนไขของ พ... และเมื่อการต่อสู้ที่คับแคบและกลไกของ พ... ล้มเหลว คนหนุ่มสาวก็พากันกลับเข้าเมืองโดยสรุปว่าสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน ล้วนแต่ "ใช้ไม่ได้" แม้แต่ อุดม สีสุวรรณ อดีตกรมการเมืองของ พ... (นามปากกา ". เมืองชมพู") ยอมรับว่าวิธีการทำงานที่ผิดพลาดของ พ... มีส่วนในการไล่นิสิตนักศึกษาออกจากป่าในที่สุด โดยที่อดีต พ... หลายคนในปัจจุบันยังไม่ยอมรับความผิดอันนี้ (. เมืองชมพู ๒๕๔๓; 365)

ในหนังสือ "ใครเป็นซ้าย" ของ สุรพงษ์ ชัยนาม ที่เขียนขึ้นในปี ๒๕๑๗ สุรพงษ์อธิบายถึงแนวคิดสังคมนิยมสายต่างๆ โดยเน้นว่าประเพณีสังคมนิยมผูกพันกับประเพณีเสรีภาพและประชาธิปไตยแท้ เช่นมีการมองว่าแนวสังคมนิยมเป็นแนวคิดที่เน้น "ความเป็นมนุษย์" หรือ "มนุษย์นิยม" (Humanist) ซึ่งหมายความว่าเน้นความหลากหลายและความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ไม่ใช่แนวคับแคบกลไกของเผด็จการที่หวังแต่จะจับมนุษย์เข้ากรง นอกจากนี้มีการอ้างอิง Leszek Kolakowski ศาสตราจารย์สังคมนิยมจากโปแลนด์ที่ร่วมการต่อต้านแนวสตาลินและอิทธิพลรัสเซียในการลุกฮือสมัย 1956 (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 40)

การที่หนังสือ "ใครเป็นซ้าย" เน้นประเพณีเสรีของฝ่ายซ้ายสากล มีผลนำไปสู่การถูกฝ่าย พ... วิจารณ์ว่าเป็นหนังสือ "ลัทธิแก้" (ดู ฤดี ๒๕๓๙; 139) เพราะ พ... ต้องการสร้างโครงสร้างพรรคและสังคมแบบเผด็จการที่มีการสั่งจากบนสู่ล่าง (ดู พ. เมืองชมพู -อุดม สีสุวรรณ ๒๕๔๓; 94, 101, 111) แต่ สุรพงษ์ ย้ำว่าในการต่อสู้ของนักสังคมนิยมต้องมีการนำตนเอง ซึ่งหมายความว่าต้องมีการสร้างปัญญาชนอินทรีย์แบบที่ อันโตนิโอ กรั่มชี่ เสนอ คือคนธรรมดาต้องพัฒนาตนเองให้เป็นปัญญาชนที่สังกัดผลประโยชน์ชนชั้นกรรมาชีพและคนจน ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญญาชนฝ่ายทุนผูกขาดความคิดในสังคม หรือปล่อยให้ฝ่ายเราเอง เช่นพรรคสังคมนิยม มีศาสดาไม่ไม่กี่คนที่ทำตัวเป็น "แม่ของลูกๆ พรรค" (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 76, ใจ และคณะ ๒๕๔๕ก ;228)

ในหนังสือ "มาร์กซ์และสังคมนิยม" สุรพงษ์ (๒๕๒๔; 142, 176) อธิบายว่า "เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ" ในรัสเซียได้กลายเป็นเผด็จการของพรรคเหนือกรรมาชีพ และลัทธิสตาลินได้ทำลายสังคมนิยมด้วยการนำเอาระบบเผด็จการไปยัดเยี่ยดกับประเทศบริวารในยุโรปตะวันออก และถึงแม้ว่า สุรพงษ์ มองตามแนว"ซ้ายใหม่"ของยุโรป ว่าการทำงานของเลนินมีส่วนในการนำไปสู่เผด็จการของสตาลิน ซึ่งน่าจะผิด แต่ก็ยังมองว่าเลนินในยามท้ายของชีวิตพยายามเตือนถึงภัยเผด็จการจากการขึ้นมามีอำนาจมากเกินไปของสตาลิน (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 169, 177)

บุคคลคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทย เช่น สุภา ศิริมานนท์ คือ เจ. เอฟ. ฮัตเจสสัน (Tejapira 2002; 109) ฮัตเจสสันเป็นนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายจากอังกฤษที่อาจารย์ปรีดีเชิญมาสอนลัทธิมาร์คซ์และลัทธิเศรษฐศาสตร์การเมืองอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการพูดถึงแนวมาร์คซิสต์ ฮัตเจสสัน วิจารณ์แนวเผด็จการของสตาลิน (ฮัตเจสสันและทวี ๒๕๑๘)

แนวคิดสังคมนิยมมาร์คซิสต์ก่อตัวขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ทางชนชั้นในยุโรป คาร์ล มาร์คซ์ และเฟรเดอริค เองเกิลส์ เริ่มต้นโดยมีจุดยืนเป็นนักประชาธิปไตยสุดขั้ว แต่ประสบการณ์การต่อสู้สอนเขาว่าประชาธิปไตยแท้ในระบบทุนนิยมมีไม่ได้เนื่องจาก "อำนาจเงียบในการขูดรีดของระบบทุน" นักมาร์คซิสต์ทั้งหลายที่เดินตามแนวและวิธีคิดแบบมาร์คซิสต์จึงสรุปกันว่าจำเป็นที่จะต้องปฏิวัติล้มระบบเผด็จการทางชนชั้นของทุนนิยม แต่นั้นไม่ได้หมายความว่ามีการแปรเปลี่ยนความคิดไปเป็นเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง ความต้องการเสรีภาพเต็มตัวในทุกแง่ของชีวิตมนุษย์เป็นหัวใจของแนวมาร์คซิสต์เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องของความสัมพันธ์กับการทำงานและการผลิต ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยทั่วไป ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ หรือเรื่องความสร้างสรรค์ของมนุษย์ในด้านศีลปะวัฒนธรรม แม้แต่ในเรื่องการสร้างพรรคปฏิวัติ แนวมาร์คซิสต์แบบ เลนิน หรือ ตรอทสกี มองเสมอว่าต้องเต็มไปด้วยเสรีภาพในการถกเถียงภายในกรอบการจัดตั้ง

แนวคิดสังคมนิยมแบบเสรีของชาวมาร์คซิสต์ดั้งเดิมมีตัวอย่างมากมาย ทุกตัวอย่างจะเน้นความสำคัญของการกำหนดทิศทางของสังคมร่วมกันในคนหมู่มาก เช่น

การเคลื่อนไหวทั้งปวงในอดีตล้วนแต่เป็นการเคลื่อนไหวของคนส่วนน้อยหรือเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย

การเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพเป็นการเคลื่อนไหวที่มีจิตสำนึกอิสระของคนส่วนข้างมากที่สุด

และเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

(มาร์คซ์ กับเองเกิลส์ ในแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์)

เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับเผด็จการของพรรคหรือองค์กรปฏิวัติเหนือชนชั้นกรรมาชีพ แต่เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพคือเผด็จการเหนือสังคมทั้งสังคมผ่านชนชั้นกรรมาชีพ

(ตรอทสกี จากทฤษฏีปฏิวัติถาวร

ดู ใจ และคณะ ๒๕๔๒; 143)

แนวโน้มเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพศจะเป็นไปในทิศทางใดถ้าเรามีสังคมใหม่ที่เราร่วมกำหนด? สิ่งใดที่จะถูกยกเลิกหลังจากที่ได้มีการล้มล้างระบบทุนนิยมไป? อะไรใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามา? คำถามเหล่านี้จะถูกตอบโดยคนอีกรุ่นหนึ่งที่เติบโตขึ้นจากวิถีการผลิตแบบใหม่ ชายรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรู้จักการซื้อขายหญิงด้วยเงินตราหรือตำแหน่งยศศักดิ์ และอำนาจทางสังคม หญิงรุ่นใหม่ที่รู้จักการมอบกายให้กับชายโดยมีเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือ ความรัก ยิ่งกว่านั้นเธอจะไม่รู้จักความกลัวว่าถ้าไม่ยอมกระทำตามความต้องการของชายที่ตนรัก จะมีผลร้ายที่ต้องเผชิญทางด้านเศรษฐกิจ และเมื่อคนเหล่านี้ได้เติบโตขึ้นเต็มโลกใบใหม่ เขาจะไม่สนใจว่าคนยุคอดีตจะมองพฤติกรรมของเขาเช่นไร พวกเขาจะกำหนดประเพณีการปฏิบัติ ค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมใหม่ขึ้นมาให้กลายเป็นวัฒนธรรมที่รับใช้มนุษย์อย่างแท้จริง

(Engels 1978; 96 แปลจากกำเนิดครอบครัวฯ)

ในการเลือกแนวทางสังคมนิยมมาร์คซิสต์สำหรับยุคนี้ ถ้าเราศึกษาภาพรวมของสังคมนิยมในลักษณะที่ สุรพงษ์ ชัยนาม หรือ สุภา ศิริมานนท์ เคยศึกษา เราจะพบว่าเราไม่ต้องจำกัดทางเลือกของเราระหว่างเผด็จการเงียบของนายทุนในระบบประชาธิปไตยทุนนิยม หรือเผด็จการ "ทุนนิยมโดยรัฐ" ของพรรคคอมมิวนิสต์ในรัสเซียหรือจีน แต่เราสามารถรื้อฟื้นความเข้าใจในแนวเสรีของลัทธิมาร์คซ์ดั้งเดิมได้

3. ความชัดเจนในการวิเคราะห์ทุนนิยม - วิเคราะห์เพื่อจัดการกับมัน

คนก้าวหน้าในไทยคงรู้จักคำขวัญ "รู้เขารู้เรา" ดี แต่ในการรบกับระบบทุนนิยมด้วยระบบคิดแบบลัทธิมาร์คซ์ ปรากฏว่าฝ่ายซ้ายภายใต้ พ... ไม่เข้าใจระบบทุนนิยม และไม่รู้จักลัทธิมาร์คซ์

ประสบการณ์ส่วนใหญ่ของคนรุ่นเดือนตุลาที่ผ่านการต่อสู้ในเมืองระหว่าง ๑๔ ตุลา ๑๖ ถึง ๖ ตุลา ๑๙ แล้วเข้าป่าร่วมกับ พ... หลังจากนั้น สอนให้เรารู้ว่าบรรยากาศสมัยนั้นพร้อมกับนโยบายการศึกษาของ พ... ไม่ได้เน้นหนักการศึกษาลัทธิมาร์คซ์อย่างจริงจัง ในประเด็นบรรยากาศยุคนั้น การที่การต่อสู้ในโลกจริงน่าสนใจและตื่นเต้นกว่าการนั่งอ่านหนังสือ เป็นเรื่องน่าเห็นใจและน่ายกย่องระดับหนึ่ง เพราะการเน้นทฤษฎีด้านเดียวไม่เคยมีประโยชน์เลย คนที่นั่งอ่านหนังสือในขณะที่เขาต่อสู้กันบนท้องถนนเป็นพวกที่ไม่ยอมมีส่วนร่วม แม้แต่เลนินเองเคยเขียนไว้ในบทส่งท้ายของหนังสือ "รัฐกับการปฏิวัติ" ในเดือนพฤศจิกายน 1917 ว่า ตั้งใจจะเขียนบทสุดท้ายเรื่องประสบการณ์จากการต่อสู้ในรัสเซีย 1905-1917 แต่มีเรื่องเร่งด่วนมาแทรกแซง คือการปฏิวัติเดือนตุลา 1917 เลนินแก้ตัวว่า "การผ่านประสบการณ์การปฏิวัติจริงน่าตื่นเต้นกว่าการเขียนหนังสือเรื่องการปฏิวัติหลายเท่า" (Lenin 1976; 147 เล่มที่แปลเป็นไทยไม่มีส่วนนี้)

อย่างไรก็ตามนักมาร์คซิสต์ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการวิเคราะห์ปรับปรุงทฤษฏีเสมอ ลัทธิ "ปฏิบัติการนิยม" ซึ่งเป็นข้ออ้างของนักกิจกรรมทั้งหลายในยุค เอ็นจีโอ เพื่อหลีกเลี่ยงการศึกษาและการอ่านหนังสือ เป็นลัทธิของคนตาบอด ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ลัทธิปฏิบัติการนิยมพาคนไปพึ่งพาการวิเคราะห์ของคนอื่นหรือทฤษฏีของฝ่ายตรงข้าม ในเมื่อฝ่ายเราไม่ยอมสนใจทฤษฏี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ เอ็นจีโอ รับแนววิเคราะห์เรื่องการปฏิรูปการเมืองไทยจากสำนักเสรีนิยมและโครงสร้างหน้าที่ของนักวิชาการนายทุน เช่นสถาบันพระปกเกล้า ที่เน้นบทบาทขององค์กรอิสระ ความสำคัญนามธรรมของมาตราในรัฐธรรมนูญ การใช้ธรรมรัฐ และการลดบทบาทของรัฐ (ใจ ๒๕๔๕ข)

นอกจากความตื่นเต้นของการปฏิบัติในโลกจริงแล้ว อุปสรรคสำคัญของการศึกษาลัทธิมาร์คซ์ในยุคหลัง ๑๔ ตุลา คือทัศนะคติของ พ... ที่ไม่ต้องการพัฒนาความเข้าใจแท้ในลัทธิมาร์คซ์ในหมู่สมาชิกและผู้สนับสนุน ซึ่งเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อนักศึกษาต้องเข้าป่า เพราะ พ... ไม่เคยสนับสนุนให้สมาชิกระดับล่างๆ หรือผู้ร่วมการต่อสู้ ศึกษาหรืออ่านหนังสือของ คาร์ล มาร์คซ์ เฟรเดอริค เองเกิลส์ โรซา ลัคแซมเบอร์ค อันโตนิโอ กรัมชี่ หรือแม้แต่บางเล่มของเลนิน แต่พยายามตีกรอบให้คนอ่านงานของเหมาและสตาลินเท่านั้น (ใจ อึ๊งภากรณ์ สัมภาษณ์อดีตนักศึกษา) สาเหตุหลักคือถ้ามีการศึกษาอย่างกว้างขวางก็จะ "เสียการจัดตั้ง" คือสายสั่งในเรื่องนโยบายจากบนลงล่างในพรรคจะไร้ประสิทธิภาพเมื่อคนเริ่มคิดเองและนำตนเอง

สุพจน์ ด่านตระกูล เคยเสนอว่า กุหลาบ สายประดิษฐ์ "เสียดาย" การที่นายผีไปเข้าพรรค เพราะหลังจากเข้า พ... ไปแล้วปัญญาชนหรือศีลปินจะเสียความคิดแบอิสระ และบ่อยครั้ง "คนไม่รู้กลายเป็นผู้คุมคนรู้" (สัมภาษณ์ ๒๕๔๕) ในส่วนนี้ สุภา ศิริมานนท์ กับสุภัทร สุคนธาภิรมย์ มองเหมือนกันว่า พ... ไม่เข้าใจลัทธิมาร์คซ์อย่างจริงจัง (Tejapira 2001; 147) สุพจน์ อธิบายต่อไปว่า พ... ไม่ค่อยชอบคนที่มีความรู้และคิดเองเป็น มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสรุปของ เกษียร เดชะพีระ ว่าผลของการทำงานร่วมกับ พ... ทำให้ปัญญาชนที่เข้าป่าหมดสภาพของความเป็นปัญญาชนและมนุษย์ไป (เกษียร ๒๕๓๙) จากอีกมุมมองหนึ่ง ถึงแม้ว่า ประวุฒิ ศรีมันตะ ซึ่งเป็นสมาชิก พ... ที่ยังชื่นชมแนว พ... อยู่ เสนอว่า พ... ไว้ใจปัญญาชนหลายคน แต่เขายอมรับว่า พ... ยังขาดผู้ปฏิบัติงานที่รอบรู้และ พ... ทำงานกับคนที่มีความรู้อย่าง สุภา ศิริมานนท์ หรือสมัคร บุราวาส ไม่ค่อยได้ (สัมภาษณ์ ๒๕๔๕)

การทำงานของคนอย่างอย่าง สุภา ศิริมานนท์ สมัคร บุราวาส หรือ สุรพงษ์ ชัยนาม มีลักษณะน่ายกย่องตรงที่พยายามค้นคว้างานประเภทต้นฉบับจากต่างประเทศ และมีการอ้างอิงงานเหล่านี้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาลัทธิมาร์คซ์ สุภา เป็นปัญญาชนไทยคนแรกที่ศึกษา "ว่าด้วยทุน" ของมาร์คซ์อย่างจริงจัง และเป็นคนที่นำหนังสือแนวมาร์คซ์ไปแนะนำให้คนอื่นอ่านด้วย สุภัทร สุคนธาภิรมย์ เป็นผู้ที่นำหนังสือ "กำเนิดครอบครัว ทรัพย์สินส่วนตัว และรัฐ" ของเองเกิลส์ ให้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นคนแปลแปล แต่แน่นอนหลายคนที่อ่านภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน หรือภาษาจีนไม่ได้ จะมีข้อจำกัดในการอ่านงานเดิมๆ ที่ยังไม่แปลเป็นไทย อย่างไรก็ตาม พ... ก็มีคนที่อ่านภาษาต่างประเทศไม่น้อย ดังนั้นข้ออ่อนด้อยของ พ... ในด้านการศึกษาทฤษฎีหรือการเผยแพร่ทฤษฎี ไม่ได้มาจากข้อจำกัดของบุคลากรเป็นหลัก แต่มาจากทัศนะต่อการศึกษามากกว่า ยิ่งกว่านั้นแนวการทำงานของ พ... ที่พยายามสามัคคีชนชั้นกับนายทุนน้อยนายทุนใหญ่ยังสร้างอุปสรรคในการเผยแพร่ลัทธิมาร์คซ์ไปสู่มวลชนอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะ พ... มองว่าถ้าพูดถึงลัทธิมาร์คซ์อย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน หรือถ้า "แดงเกินไป" นายทุนน้อยนายทุนใหญ่จะไม่ยอมสร้างแนวร่วมด้วย ทุกวันนี้มีสหายเก่าหลายคนที่ชอบเตือน กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน ไม่ให้เอ่ยชื่อ คาร์ล มาร์คซ์ หรือ เลนิน และไม่ให้เรา "แดงเกินไป" โดยอ้างว่าจะทำให้คน "รับไม่ได้" สรุปแล้วถ้าจะยึดอำนาจรัฐต้องหลอกลวงคนว่าเราไม่ใช่พวกแดงๆ แล้วพอยึดอำนาจเสร็จแล้วค่อยเอาธงแดงออกมาโบก นี่ละคือสูตรการทำงานของพวกเผด็จการเหนือชนชั้นกรรมาชีพ

ในเรื่องสิ่งตีพิมพ์ นักฝ่ายซ้ายไม่สังกัดพรรคมีการนำหนังสือแนวซ้ายๆ เข้ามาจากต่างประเทศเพื่อจำหน่ายจ่ายแจกให้ผู้รู้ภาษาอังกฤษอ่านได้ ในขณะเดียวกันพรรคคอมมิวนิสต์มีการตั้งโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือภาษาไทย แต่ไม่ได้พิมพ์งานหลักๆ ของแนวมาร์คซิสต์เท่าไร (Tejapira 2001; 114) อย่างไรก็ตามพรรคคอมมิวนิสต์และปัญญาชนไม่สังกัดพรรคต่างให้ความสำคัญกับการผลิตวารสารหรือหนังสือพิมพ์มากพอสมควร

ผลกระทบสำคัญจากความอับจนของระบบการศึกษาแบบ พ... คือคนรุ่นหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ไม่ค่อยมีโอกาสเข้าใจแนวมาร์คซิสต์เลย เพราะไม่มีการถ่ายทอดกันอย่างจริงจังจากคนเดือนตุลา ในการรื้อฟื้นแนวมาร์คซิสต์สำหรับสังคมไทยในยุคนี้ คนหนุ่มสาวจะต้องกลับไปหาบรรพบุรุษแนวสังคมนิยมไทยที่ไม่ใช่ พ... หรือไปศึกษาแนวมาร์คซิสต์จากต่างประเทศ

การที่คนก้าวหน้าในยุคปัจจุบันมักไม่เข้าใจลัทธิมาร์คซ์หมายความว่าการวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจและการเมืองของทุนนิยมในสมัยนี้อ่อนด้อยมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ภาคประชาชนปัจจุบันหลงเรื่อง "ประชาสังคม" และการทำให้รัฐเป็นกลาง หรือหลงแนวชาตินิยมที่มองว่าเรา"คนไทย"ทุกคน ไม่ว่าจะสังกัดชนชั้นใด ควรสามัคคีปกป้องผลประโยชน์ของ "ชาติเรา" มรดกความอ่อนแอในการวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ได้จาก พ... บวกกับแนวชาตินิยมและแนวสามัคคีชนชั้นตามแบบสตาลินของ พ... ทำให้ฝ่ายก้าวหน้าในไทยมองข้ามปัญหาของชนชั้น และปัญหาของกลไกตลาดในหลายๆ เรื่อง เช่นเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มองว่าภัยหลักมาจากนายทุนต่างชาติแทนกลไกตลาด หรือเรื่องการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และการลดบทบาทรัฐโดยทั่วไปภายใต้กรอบประชาสังคม ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่อง"ดี" แต่ถ้าเรากลับไปศึกษางานเดิมๆ ของคนอย่าง สุรพงษ์ ชัยนาม จะพบว่ามีการวิจารณ์แนวเสรีนิยมจากทัศนะชนชั้นแทนที่จะมองว่าเป็นแค่เรื่องชาติ (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 78)

ในหนังสือ "แคปิตะลิสม์" สุภา ศิริมานนท์ เริ่มต้นในการวิเคราะห์หัวใจของระบบทุนนิยมโดยเสนอว่า "ทางแห่งความสมานฉันท์ไม่มีอยู่ในระบบแคปิตะลิสม์ ชนชั้นทั้งสอง (กรรมาชีพ-นายทุน) มีสภาพเสมือนอยู่ฝ่ายละขั้วโลก ทั้งๆ ที่ตามความเป็นจริงก็อยู่ร่วมกันในสถานะปัจจุบันนี้เอง" (สุภา ๒๕๓๖; 19) แต่ พ... คงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้เพราะเรียกร้องให้กรรมกร ชาวนา และนักศึกษา สามัคคีกับนายทุนน้อยและนายทุนใหญ่เพื่อกู้ชาติ

ในการวิเคราะห์ระบบทุนนิยมของ สุภา ศิริมานนท์ มีข้อสังเกตอันหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น เพราะในยุคแห่งการปฏิรูปการปกครองหรือธรรมรัฐนี้มีการเสนอว่าการสร้างองค์กรอิสระ หรือความโปร่งใสในระบบจะช่วยกำจัดการโกงกิน นอกจากนี้สำนักความคิดหนึ่งยังพยายามอธิบายว่าวิกฤตเศรษฐกิจของไทยในปี ๒๕๔๐ มาจากการคอร์รัปชั่นระหว่างนักการเมืองกับนายทุนไทย แต่สุภา ฟันธงว่าการคอร์รัปชั่น การปฏิบัติแบบคดโกง และการใช้อภิสิทธิ์ ล้วนแต่เป็นธรรมชาติของระบบทุนนิยมที่แสวงหากำไรสูงสุด (สุภา ๒๕๓๐; 9) ไม่ใช่ว่าการคอร์รัปชั่นเป็นของแปลกปลอมที่ทำให้ทุนนิยมเพี้ยนไป ซึ่งข้อสังเกตดังกล่าวตรงกับโลกจริงเมื่อพิจารณากรณีการโกงบัญชีในบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เช่นบริษัท Enron เป็นต้น แม้แต่อดีตนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของธนาคารโลก Joseph Stiglitz ยังสารภาพว่าการโกงกินของ C.E.O. (ประธานบอร์ด) ในบริษัททุนใหญ่ๆ ยุคนี้ทำให้ระดับการโกงกินของข้าราชการในประเทศด้อยพัฒนากลายเป็นเรื่องเล็ก ซึ่ง Stiglitz อธิบายเพิ่มว่าการกำจัดการโกงกินของข้าราชการเคยถูกใช้เป็นข้ออ้างในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน (หนังสือพิมพ์The Nation กรุงเทพฯ 11 .. 2002)

ในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยม สุภา มีคำอธิบายที่ดีกว่าการโทษการคอร์รับชั่น เพราะ สุภา เชื่อเหมือนมาร์คซ์ว่าวิกฤตมาจากแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรในระบบที่มาจากการลงทุนในเครื่องจักรมากขึ้นทุกทีในขณะที่การลงทุนจ้างงานขยายตัวช้ากว่าหรือไม่ขยายเลย (สุภา ๒๕๓๐; 53, สุภา ๒๕๓๖; 231) สุภา เตือนให้เราระวังการรีบสรุปว่าความพินาศของระบบเงินตราหรือราคาหุ้นเป็นอาการที่แท้จริงของวิกฤต เพราะในการเข้าใจธาตุแท้ของวิกฤตเราต้องไปดูฐานะของอุตสาหกรรมมากกว่า (สุภา ๒๕๓๖; 222) แต่ผู้อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายในการวิเคราะห์วิกฤตไทยปี ๒๕๔๐ มักเน้นไปที่ความล้มเหลวของระบบธนาคารและการเงิน แทนที่จะสำรวจดูว่าระบบการผลิตของไทย ในภาพรวมของระบบโลก ประสบปัญหาอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุแท้ของวิกฤต นอกจากนี้ในการพิจารณาบทบาทของนายทุนเอกชนและกลไกตลาดในการ "แก้" ปัญหาวิกฤต สุภาเสนอว่ามาตราการต่างๆ ของนายทุน เช่นการเลิกจ้างหรือประหยัดค่าใช้จ่ายยิ่งทำให้วิกฤตร้ายแรงมากขึ้น (สุภา ๒๕๓๖; 229) ซึ่งก็ตรงกับข้อวิจารณ์ที่หลายคนมีต่อนโยบายของ I.M.F. หลังวิกฤตเอเซียที่เสนอให้มีการลดค่าใช้จ่ายของรัฐเพื่อลดหนี้ เพราะนโยบายนี้นำไปสู่ภาวะเงินฝืดในที่สุด

ในขณะที่เราสามารถเรียนรู้จาก สุภา เราไม่ควรมองข้ามปัญหาบางอย่างในการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยมของเขา เพราะมีข้อบกพร่องอยู่เนื่องจาก สุภา ไม่สามารถเข้าใจธาตุแท้ของระบบเศรษฐกิจการเมืองในรัสเซียตั้งแต่สมัยสตาลินเป็นต้นมา ในขณะที่ สุภา วิจารณ์ระบบทุนนิยมว่ามีวิกฤตเป็นประจำเนื่องจากกลไกตลาดไม่มีการวางแผนในการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการแท้ของพลเมืองโลก สุภา หลงเชื่อว่าระบบโซเวียตเป็นระบบสังคมนิยมที่มีการวางแผนที่ไม่นำไปสู่วิกฤต (สุภา ๒๕๓๖; 221) ถ้า สุภา มีชีวิตอยู่หลังช่วงวิกฤตของระบบโซเวียตปี 1989 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของระบบนี้ทั่วโลก เขาคงต้องมานั่งทบทวนแนวคิดในส่วนนี้ แต่เราต้องยอมรับข้อจำกัดของยุคสมัยที่ทุกคนมีอยู่

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ สุภา เสนอเกี่ยวกับระบบโซเวียตที่จริงๆ แล้วควรจะเรียกว่าระบบ "ทุนนิยมโดยรัฐ - State Capitalism" (ดู ใจ และคณะ ๒๕๔๒; 155) มีความน่าสนใจสองประการคือ ในประการแรกในยุคระหว่างสงครามโลกและหลังจากนั้นประมาณ 20 ปี ระบบ "ทุนนิยมโดยรัฐ" มีพลังมหาศาลในการพัฒนาเศรษฐกิจรัสเซีย และประเทศอื่นๆ หลายประเทศในค่าย "คอมมิวนิสต์" จนรูปแบบการใช้รัฐเพื่อการวางแผนและการระดมทุนถูกนำมาใช้ในลักษณะต่างๆ ทั่วโลก แม้แต่ในประเทศทุนนิยมตลาดเสรีก็มีการใช้ ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้รัฐในการกระตุ้นหรือวางแนวให้กับเศรษฐกิจไม่ได้ขาดประสิทธิภาพเสมอไปในทุกกรณี และในประการที่สอง ความล้มเหลวของระบบโซเวียตหลัง 1989 พิสูจน์ความผิดพลาดของนักวิชาการอดีตฝ่ายซ้ายไทยที่วิจารณ์ กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน ว่าโจมตีแนวสตาลินอย่างไรสาระ หรือเสนอว่าการมองว่าประเทศ "คอมมิวนิสต์" เป็น "ทุนนิยมโดยรัฐ" ของเรานั้นไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เพราะถ้าเราไม่วิเคราะห์ว่าระบบดังกล่าวเป็นทุนนิยมรูปแบบหนึ่ง เราไม่สามารถอธิบายวิกฤตของมันที่มาจากการแข่งขันในระดับโลกได้ และไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นระบบที่มีการวางแผนก็จริง แต่เป็นการวางแผนเพื่อแข่งขันทางอาวุธกับตะวันตก แทนที่จะวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองพลเมือง

นอกจากนี้แล้วหนังสือ "แคปิตะลิสม์" ซึ่งเขียนเกี่ยวกับระบบทุนนิยมของสหรัฐอเมริกา ยังเป็นบทเรียนจากประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตัวอย่างของรัฐบาลนายทุน (ของประธานาธิบดี โรสเวลท์ ) ที่เอาใจกรรมาชีพและคนจนเพื่อซื้อความสงบทางสังคมในยามวิกฤต เราอาจนำบทเรียนนี้มาช่วยทำความเข้าใจกับนโยบาย ไทยรักไทย ทุกวันนี้ได้บ้าง

สุภา ค้านพวกนักวิชาการที่อ้างอยู่เรื่อยว่าแนวมาร์คซิสต์ใช้ไม่ได้ในโลกสมัยนี้ โดยการอธิบายว่าแนวมาร์คซิสต์มองสองด้านตลอด และมองในลักษณะที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ ดังนั้นระบบการวิเคราะห์แบบมาร์คซิสต์สามารถปรับตัวให้ทันสมัยตลอดเวลา (สุภา ๒๕๓๐; 30) ในขณะเดียวกัน สุรพงษ์ ค้านคนในยุคนี้ที่มองว่าการวิเคราะห์ชนชั้นของแนวมาร์คซิสต์ล้าสมัย โดยอธิบายว่านิยามมาร์คซิสต์เกี่ยวกับชนชั้นไม่เคยเป็นเรื่องตายตัวที่ปราศจากความยืดหยุ่นที่ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพราะมาร์คซิสต์มองว่าชนชั้นเป็นผลผลิตของการพัฒนาขั้นต่างๆ ของเศรษฐกิจ (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 89) แนวมาร์คซิสต์ปัจจุบันอธิบายว่าลักษณะผิวเผิน วิถีชีวิต และหน้าที่การงานของชนชั้นกรรมาชีพเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในยุคนี้ชนชั้นกรรมาชีพปกคอขาว โดยเฉพาะในภาคบริการ มีมากขึ้น แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเขามีอำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิตมากขึ้นแต่อย่างใด ไม่ได้หมายความว่าไม่ถูกขูดรีดแรงงานส่วนเกิน และไม่ได้หมายความว่าความคัดแย้งทางผลประโยชน์กับชนชั้นนายทุนจะลดลงเลย

ทุกวันนี้ท่ามกลางวิกฤตแห่งความศรัทธาในระบบทุนนิยมตลาดเสรี เราควรให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ทุนนิยมของมาร์คซ์และพรรคพวกอย่างชัดเจนอีกครั้ง และปัญหาอันหนึ่งที่กำลังปรากฏขึ้นในสังคมไทยเมื่อมีคนพยายามหาทางออกที่ไม่ใช่ทุนนิยม คือมีการใฝ่ฝันถึงการวกกลับไปสู่ระบบดั้งเดิมก่อนทุนนิยมในลักษณะเดียวกันกับที่เคยมีการใฝ่ฝันในยุคต้นๆ ของทุนนิยมโดยพวก นักสังคมนิยมเพ้อฝัน (Utopian Socialists) แต่ผู้ที่ใฝ่ฝันว่าจะกลับไปสู่สังคมสมัยโบราณโดยเฉพาะคนที่ชอบเน้น "ภูมิปัญญาดั้งเดิม" ของชาวบ้านไทย ส่วนใหญ่มองเรื่องนี้จากด้านเดียวด้วยความคับแคบ งานเขียนของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ช่วยเตือนใจเราตรงนี้โดยการยกตัวอย่างภูมิปัญญาชาวบ้านให้เราดู:

จันทา: "หมอ(ผี)พวกนี้ เขาว่าคนป่วยถูกผีทำร้ายเอาจึงต้องใช้คาถาขับผีให้ออกไป คนป่วยจึงจะหาย

ลุงเล่าว่าเมื่อแม่ป่วยหนักถึงเพ้อนั้น ได้ไปตามหมอผีมาทำพิธีขับไล่ผี"

"แล้วผีมันไม่ยอมออกไปอย่างนั้นหรือ?" นิทัศน์ซัก

"ไม่ใช่ หมอบอกว่าผีมันกลัวคาถาของหมอ มันออกไปแล้ว"

"หมอช่างมีคาถาศักดิ์สิทธิ์จริง" นิทัศน์ร้องด้วยความตื่นเต้น "ตอนนั้นแม่เธอก็รอดตาย"

"ไม่ใช่ แม่ตายตอนนั้น"

"อ้าว …"

"ผีตัวที่หมอใช้คาถาไล่มันนั้น มันหนีไปแล้วจริง แต่ที่คนป่วยต้องตายนั้นเพราะมีผีตัวใหม่เข้ามาอีก"

(ศรีบูรพา "แลไปข้างหน้า" ๒๕๒๖; 63)

หรือในอีกตอนหนึ่ง:

"ชิวิตหมู่บ้านชนบทยุคดึกดำบรรพ์ เป็นชีวิตแห่งการร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอย่างแท้จริง และในส่วนใหญ่ทุกคนทำการผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ เพื่อนำออกขายในท้องตลาด และไม่ปล่อยให้เงินตรามีอำนาจเด็ดขาดในการบังคับวิถีชีวิต"

(ศรีบูรพา "แลไปข้างหน้า" ๒๕๒๖; 127)

ภาพดังกล่าวสะท้อนสองด้านของชีวิตชนบท คือการที่เงินตราไม่ได้มีอำนาจครอบงำเด็ดขาดในวิถีชีวิต แต่ในขณะเดียวกันมีการผลิตเพื่อขายในตลาด ไม่ใช่ว่าตลาดทุนนิยมไม่มีอิทธิพลในสมัยก่อนอย่างที่พวกเศรษฐกิจชุมชนสมัยนี้ชอบอ้าง

4. ความสำคัญของการสร้างพรรคสังคมนิยมปฏิวัติในยุคปัจจุบัน

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยว่า "ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1940 มีพลังเดียวเท่นั้นในกระแสฝ่ายซ้ายไทยที่มีน้ำหนักอย่างจริงจัง พลังนั้นคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (Jeamteerasakul 1991; 15) สมศักดิ์ อธิบายต่อไปว่า ถึงแม้ว่ามีฝ่ายซ้ายไทยหลายคน หรืออาจเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เกือบทุกคนมีการวิเคราะห์สังคมที่คล้อยตาม พ... เช่นในการเสนอว่าไทยเป็น "กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา" (ดู สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 55, บุญสนอง ๒๕๔๔; 30) หรือการพูดถึง "ประชาชน" ในลักษณะรวมๆ แทนการใช้คำว่าชนชั้นกรรมาชีพหรือชาวนาเพราะมองว่าเป็นชนชั้นเดียวกันเป็นต้น (ดู สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 94, บุญสนอง ๒๕๔๔; 8, 56) นอกจากนี้การเคลื่อนไหวในหลายๆ ยุคก็มักตามการนำของพรรคในทางตรงหรือทางอ้อม เช่นการร่วมในขบวนการสันติภาพเป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนที่แสดงให้เห็นความสำคัญของการมีพรรคที่เคลื่อนไหวภายใต้ชุดความคิดที่เป็นเอกภาพ

หลังการประท้วงที่ Seattle หรือ Genoa หลังการขยายตัวของการประท้วงต้านสงครามของสหรัฐ และหลังกำเนิดของขบวนการสมัชชาสังคมโลก (World Social Forum) ในทวีปต่างๆ ถือได้ว่ายุคนี้เป็นยุค "วิกฤตแห่งศรัทธาในทุนนิยมตลาดเสรี" ดังนั้นยุคนี้เป็นยุคที่รื้อฟื้นการต่อสู้กับระบบทุนในหมู่คนรุ่นใหม่ และในขบวนการแรงงานโลก และท่ามกลางการรื้อฟื้นการต่อสู้ดังกล่าวในระดับที่ไม่เคยมีมาเกือบ 25 ปีแล้ว ปัญหาของการสร้างสังคมนิยม ปัญหาของการรื้อฟื้นแนวมาร์คซิสต์ และปัญหาของวิธีการจัดตั้งระเบียบการต่อสู้ เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น สำหรับนักมาร์คซิสต์สิ่งที่อยู่ใจกลางการต่อสู้ในโลกจริงคือการสร้างพรรคปฏิวัติเพื่อล้มทุนนิยมและสถาปนาสังคมนิยม แต่สำหรับแนวคิดแบบอาณาธิปไตย ที่มีอิทธิพลไม่น้อยในยุคนี้ วิธีการในการจัดตั้งการเคลื่อนไหวควรเป็นไปแบบเครือข่ายหลวมๆ เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดเผด็จการ

สุรพงษ์ ชัยนาม อธิบายว่า "คำว่าพรรคในตัวมันเองเป็นเพียงนามธรรมเท่านั้น หาได้มีความหมาย มีรูปร่าง มีชีวิตจิตใจ พรรคจะมีความหมาย ความดี ความเลว มีรูปร่าง ก็อยู่ที่สมาชิกของพรรคเป็นผู้บันดาลคุณลักษณะเหล่านี้ให้พรรค" (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 114) ดังนั้นการมีพรรคคอมมิวนิสต์ในตัวมันเองไม่ได้ก่อให้เกิดเผด็จการ มันขึ้นอยู้กับวิธีการทำงานในการสร้างพรรคมากกว่า หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา สุรพงษ์ แสดงความคิดเห็นเรื่องการปกป้องสิทธิเสรีภาพ ในจดหมายจากอินโดนีเซีย ซึ่งอาจนำมาใช้ในการหาทางแก้ไขภัยเผด็จการภายในพรรคได้คือ "ไม่มีอะไรในโลกนี้อีกแล้วที่จะทำหน้าที่หลักค้ำประกันสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยได้ดีกว่ามนุษย์เอง ขอเราอย่าตกเป็นทาสของนามธรรม" (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 154) สุรพงษ์ ให้เหตุผลในการสร้างพรรคกับเราในยุคนี้โดยอธิบายว่าอุดมการไม่มีพลังในตัวมันเอง (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 95) และกลุ่มกดดันประเด็นเดียวเฉพาะหน้ามักจะไม่สำเร็จในการนำไปสู่การร่างแบบแผนหรือนโยาบายกว้างๆ ทางการเมือง ก่อนที่จะเกิดการสลายพลัง (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 110)

สุรพงษ์ มีข้อสังเกตเกี่ยวกับจิตสำนึกของกรรมาชีพที่เป็นประโยชน์ในการต่อสู้ประจำวันยุคนี้ เพราะอธิบายว่าจิตสำนึกสังคมนิยมที่กว้างกว่าแค่ขอบเขตของผลประโยชน์เฉพาะหน้าของกรรมาชีพ และเกินเลยขอบเขตประเทศชาติ จนเป็นจิตสำนึกสากล จะให้พลังในการต่อสู้มากกว่าแค่จิตสำนึกสหภาพ (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 94) ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในสังคมไทยเกี่ยวกับรูปแบบการจัดกลุ่มศึกษาของกรรมกร นักมาร์คซิสต์มองว่าเนื้อหาการศึกษาต้องเป็นเรื่องการเมืองกว้าง และต้องมีการขยายประเด็นจากปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การเมืองสังคมนิยมเสมอ ในขณะที่กลุ่ม เอ็นจีโอ ในสายแรงงานพยายามจำกัดขอบเขตการศึกษาไว้ในกรอบปัญหาเฉพาะหน้าภายในรั้วของโรงงานเท่านั้น โดยมีการอ้างว่าการพูดถึงการเมืองภาพกว้าง "เป็นเรื่องไกลตัวและยากที่จะเข้าใจ" ดังนั้นนัก เอนจีโอ เสนอว่าต้องมีการศึกษาแค่ในเรื่องของกฏหมายแรงงาน ระบบการจ้างงาน และวิธีการจัดตั้งสหภาพเท่านั้น

เมื่อพูดถึงการต่อสู้เพื่อสังคมนิยม จะมีการถกเถียงกันทันทีระหว่างแนวปฏิวัติล้มระบบทุนนิยม กับแนวปฏิรูปภายในกรอบของระบบรัฐสภาทุนนิยม ถึงแม้ว่าฝ่ายซ้ายไทยที่ไม่สังกัดพรรคอาจศึกษาแนวมาร์คซิสต์มาพอสมควร แต่นั้นไม่ได้เป็นหลักประกันอย่างสมบูรณ์ว่าจะมีการวิเคราะห์ที่ชัดเจนเสนอไป สุรพงษ์ มีจุดยืนแกว่งไปแกว่งมาระหว่างสองขั้ว ปฏิวัติ-ปฏิรูป นี้ จุดยืนของเขาในศัพท์ภาษามาร์คซิสต์มักเรียกกันว่าจุดยืน "กลางๆ " (Centrist) ในบางส่วน สุรพงษ์ ยอมรับว่ารัฐในระบบทุนนิยมรักษาระบบทุนและไม่เป็นกลาง (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 137) และถ้าจะสร้างสังคมนิยมต้องมีพรรคการเมืองของมวลชนที่พยายามยึดอำนาจรัฐ (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 102, 129) แต่ในขณะเดียวกัน สุรพงษ์ ชมแนวสังคมนิยมปฏิรูปแบบ Fabian ของอังกฤษ (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 15) และเสนอว่าไทยควรมีระบบ "เสรีสังคมนิยม" (ในกรอบของทุนนิยม) ตามแบบประเทศสแกนดีเนเวียซึ่งจะทำให้รัฐเป็นกลางได้ (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 84, สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 128) และนอกจากนี้ สุรพงษ์ เสนอว่าในไทยควรผสมแนวพุทธกับสังคมนิยมด้วย

ในการพิจารณาข้อดีของปัญญาชนที่ไม่สังกัด พ... ทั้งในด้านความคิดที่ไม่เป็นกลไก หรือการศึกษาลัทธิมาร์คซ์อย่างจริงจัง เราต้องมองด้านกลับถึงจุดอ่อนของคนอย่าง สุภา ศิริมานนท์ และฝ่ายซ้ายอื่นๆ ที่ไม่สังกัดพรรค เพราะเขาไม่สามารถทำการเคลื่อนไหวอย่างมีพลังร่วมกับมวลชน และมีอุปสรรคในการถ่ายทอดแนวความคิดอย่างสม่ำเสมอเพราะไม่มีองค์กรจัดตั้งหรือพรรค ส่วน พ... ได้เปรียบมหาศาลในการเสนอแนวเนื่องจากมีการจัดตั้ง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่ได้เสนอแนวมาร์คซิสต์

อย่างไรก็ตามเราไม่ควรมองว่าคนอย่าง สุภา ศิริมานนท์ ไม่มีส่วนในภาคปฏิบัติของการต่อสู้เลยเพราะ ประวุฒิ ศรีมันตะ อธิบายว่า "คุณสุภาทำให้คอมมิวนิสต์หลายคนอย่างผมไม่ทุกข์ยากเกินไป" เพราะมีการช่วยหางานให้ทำในบริษัทประกันภัยอาคเนย์ (สัมภาษณ์ ๒๕๔๕) แล้วไม่ใช่ว่าปัญญาชนที่ไม่สังกัด พ... ไม่มีความสัมพันธ์กับพรรคเลย เกษียร อธิบายว่ามีสายใยผูกพันกลุ่มคนที่ไม่สังกัดพรรคกับกลุ่มคนที่อยู่ในพรรคที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน และมีการทำงานร่วมกันในหลายๆ เรื่อง เช่นขบวนการสันติภาพเป็นต้น ทั้งกลุ่มนอก และกลุ่มในพรรค ไม่มีกลุ่มไหนที่มีเอกภาพ 100% (Tejapira 2001; 141)

บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นนักสังคมนิยมอีกคนหนึ่งของเราที่ต้องพิจารณา เขามีบทบาทสำคัญในการนำแนวสังคมนิยมลงสู่ภาคปฏิบัติของการเมืองโลกจริงผ่านการเคลื่อนไหวของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยในยุคระหว่าง ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ กับ ๒๕๑๙ การหาเสียงของพรรคนี้ในหมู่บ้านทางภาคเหนือของไทย ไม่เหมือนการหาเสียงของนักการเมืองนายทุนในสมัยนี้ เพราะมีการจัดเวทีประชุมใหญ่ๆ เพื่อเสนอนโยบายการเมืองแบบสังคมนิยมที่เป็นรูปธรรมกับชาวบ้านรากหญ้า โดยไม่มีการซื้อเสียง นอกจากนี้บุญสนองอธิบายว่าในการเลือกเขตเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง พรรคสังคมนิยมและพรรคแนวร่วมสังคมนิยมพยายามลดความสำคัญของตัวบุคคลและเพิ่มความสำคัญของนโยบายทางการเมือง (สัมภาษณ์ใน Far Eastern Economic Review 17/1/1975; 26) วิธีการนี้ได้ผลพอสมควรเพราะในการเลือกตั้งปี ๒๕๑๘ พรรคสังคมนิยมได้ประมาณสิบห้าที่นั่ง ถึงแม้ว่าพรรคสังคมนิยมไม่ใช่พรรคแนวมาร์คซิสต์เพราะจำกัดการทำงานภายในกรอบของระบบทุนนิยมแทนที่จะวางแผนปฏิวัติล้มระบบ แต่วิธีการทำงาน และนโยบายต่างๆ ของพรรคสามารถท้าทายแนวกระแสหลักได้มากพอสมควร เช่นนโยบายปฏิรูปที่ดินให้ชาวนาทุกคนมีใช้อย่างเพียงพอ นโยบายการศึกษาและการรักษาพยาบาลฟรีสำหรับพลเมืองทุกคน นโยบายการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเสนอให้มีการวางแผนเพื่อการผลิต นโยบายการนำธนาคาร เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมน้ำมันมาเป็นของรัฐในขณะที่ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ดำรงอยู่ให้รับใช้ประชาชนอย่างจริงจัง หรือนโยบายกระจายอำนาจการปกครองให้คนกลุ่มน้อยเช่นชาวเขา ชาวมุสลิมในภาคใต้ หรือชาวเวียดนามอพยพเพื่อให้เขาปกครองตนเอง (สัมภาษณ์ใน Far Eastern Economic Review 17/1/1975; 27)

บุญสนอง บุณโยทยาน ถูกยิงตายโดยมือปืนของฝ่ายขวาในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ เขา เหมือนจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องสละชีพเพื่อการสร้างสังคมใหม่ ผลงานหลักของเขาที่เป็นบทเรียนสำหรับเราคือในรูปแบบการทำงาน จุดเด่นคือการเห็นความสำคัญของการเคลื่อนไหวในสังคมเปิดเพื่อช่วงชิงอิทธิพลความผูกขาดทางการเมืองจากชนชั้นปกครอง ดังนั้นถ้าเทียบกับการทำงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้วมีทั้งข้อดีข้อเสีย พ... มีข้อด้อยเพราะในปี ๒๕๐๕ เริ่มหันหลังให้กับการต่อสู้ในเมืองเพื่อเน้นการต่อสู้ใต้ดินที่ใช้วิธีการจับอาวุธของคนส่วนน้อยในชนบท วิธีการต่อสู้นี้ลดความสำคัญของการปลุกระดมมวลชนกรรมาชีพหรือชาวนาในสังคมเปิด แต่จุดเด่นของ พ... คือการมีชุดความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน(ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับชุดความคิดนี้หรือไม่) ซึ่งช่วยให้พรรคดำรงอยู่ได้นานและไม่พึ่งบุคคลสำคัญๆ ไม่กี่คน ถ้าเทียบกับ พ... แล้วพรรคสังคมนิยมไม่มีความแข็งแกร่งเลยเพราะไม่มีเอกภาพในทฤษฎี หลัง ๖ ตุลา ๒๕๑๙ พรรคสังคมนิยมจึงยอมเข้าป่าไปอยู่ภายใต้แนวของ พ... ในเรื่องความคิด บุญสนอง ไม่ค่อยมีบทบาทในการเป็นปัญญาชนสังคมนิยมของฝ่ายซ้ายเพราะงานเขียนไม่ท้าทายระบบความคิดของชนชั้นปกครองเท่าไร เช่นในหนังสือ "มนุษย์กับสังคม" เกือบไม่มีการอ้างถึงแนวมาร์คซิสต์ในการวิเคราะห์สังคม และมีการนำเสนอแนวคิดสังคมศาสตร์กระแสหลัก เช่นเสนอว่าในระบบทุนนิยมชนชั้นต่างๆ ร่วมมือกันได้ (บุญสนอง ๒๕๑๘;107) แต่ในการวิจารณ์ บุญสนอง แบบนี้เราก็ไม่ควรลืมด้วยว่า บุญสนอง ไม่เคยอ้างว่าตนเองเป็นมาร์คซิสต์

ในยุคนี้มีบางคนเสนอว่าพวก สหายเก่าจาก พ... จะมีการรื้อฟื้นพรรคคอมมิวนิสต์กันใหม่ ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริง เราแน่ใจได้จากประสบการณ์ทั่วโลกว่า ถ้ามีการรื้อฟื้น พ... ในยุคนี้ และถ้าคนที่รื้อฟื้น พ... ยังยึดติดกับแนวความคิดแบบสตาลิน-เหมา แทนแนวคิดมาร์คซิสต์ พรรคที่ถูกตั้งขึ้นใหม่จะเป็นแค่ พรรคชาตินิยมปฏิรูป ที่เล่นการเมืองในรัฐสภาเป็นหลัก พรรคนี้จะไม่คิดปฏิวัติล้มระบบทุนนิยม และจะยอมรับกลไกตลาดด้วย เพราะอย่าลืมว่าเดิมทีเดียว พ... ในยุคก่อนและหลัง ๖ ตุลา มีเป้าหมายต่อสู้เพื่อสร้าง ประชาชาติประชาธิปไตย” (ประชาธิปไตยในระบบทุนนิยม) เท่านั้น ดังนั้นรูปแบบของพรรคคงจะหนีไม่พ้น พรรคทุนนิยมของภาคประชาชน (ภาคภาคประชาชนที่เดินในกรอบประชาธิปไตยทุนนิยม)

บทเรียนจากการทำงานของ ผิน บัวอ่อน ซึ่งเคยเป็นสมาชิก พ... แต่หันมาร่วมมือกับภาครัฐไทย ช่วยเสริมข้อสรุปข้างต้นนี้เกี่ยวกับการรื้อฟื้นแนว พ... ในปัจจุบัน เพราะถึงแม้ว่า ผิน บัวอ่อน จะเกิดความขัดแย้งกับ พ...หลังจากที่ พ... หันไปใช้แนวจับอาวุธชนบทล้อมเมือง แต่จุดร่วมในแนวความคิดกับ พ... ยังคงเหลือมากมาย เช่น ผิน เห็นด้วยกับ พ...ในเรื่องเป้าหมาย "ประชาชาติประชาธิปไตย" และการสามัคคีชนชั้นกับนายทุนตามแนวคลาสิกของสายสตาลิน แม้แต่ในเรื่องการต่อสู้ในรูปแบบของ เหมา ที่เสนอให้จับอาวุธในชนบทเพื่อล้อมเมือง ผิน ก็เห็นด้วย เพียงแต่ว่าข้อแตกต่างที่เขามีกับ พ... อยู่ที่การชั่งน้ำหนักตัดสินใจระหว่างแนวต่างๆ ในยุคใดยุคหนึ่งเท่านั้น ผิน มองว่าควรเน้นการสามัคคีชนชั้นกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่และนายทุนต่อไปแทนที่จะหันมาเน้นการต่อสู้ในชนบทเป็นหลัก (วิจักษณ์ ๒๕๔๔) ซึ่งความคิดแบบนี้ไม่ต่างจากนโยบายเดิมของ พ... ที่เคยใกล้ชิดกับ สฤษดิ์ ในสมัยที่ พ... ร่วมทำงานในหนังสือพิมพ์ของ สฤษดิ์ เพื่อต้านอิทธิพลของรัฐบาลจอมพลป. (Jeamteerasakul 1991; 18) แต่ในกรณีนโยบายแนวร่วมกับสฤษดิ์ ผิน กลับอ้างว่าตนเองไม่เห็นด้วยกับทางเลือกของ พ...! (Jeamteerasakul 1991; 21) สรุปแล้วสองใบหน้าของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย คือการจับอาวุธในชนบท กับการสามัคคีชนชั้นกับชนชั้นบน

เรามั่นใจได้ว่าถ้ามีการรื้อฟื้น พ... พรรคนี้จะมีลักษณะปฏิรูปในกรอบชาตินิยมและกรอบทุนนิยมเท่านั้น และจะมีแนวโน้มประนีประนอมกับพรรคนายทุนสูง เพราะการศึกษาประสบการณ์การของพรรคแนวสตาลินทั่วโลกก็เป็นแบบนี้ พรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกที่ไม่จับอาวุธทำสงครามชาวนาในชนบท จะเลือกแนวปฏิรูปในรัฐสภาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย P.K.I. สมัยที่สนับสนุนประธานาธิบดีซุการ์โน (ใจ ๒๕๔๐) หรือพรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนพรรค Democrat แทนการสร้างพรรคคอมมิวนิสต์อย่างจริงจัง หรือพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี่ P.C.I. ในช่วงทศวรรษ 1970 ที่ทำแนวร่วมกับพรรคนายทุนอนุรักษ์นิยมของอิตาลี่ หรือตัวอย่างล่าสุดจากยุคนี้ คือพรรคคอมมิวนิสต์กรีสที่เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคนายทุนอนุรักษ์นิยมเพื่อค้านพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย

บทเรียนจากการสร้างพรรคสังคมนิยมในยุโรปและที่อื่นในยุคนี้แสดงให้เห็นว่าถ้าจะมีการสร้างในแนวมาร์คซิสต์จริงๆ ต้องมาจากแนวตรอทสกีที่มีจุดเริ่มต้นในการวิจารณ์แนวสตาลิน หรือต้องมีการปรับเปลี่ยนทบทวนจากแนวสตาลินที่เดิมยึดถือมาเป็นแนวปฏิวัติกรรมาชีพ เช่นในกรณี "พรรครื้อฟื้นคอมมิวนิสต์" ในอิตาลี่ (R.C.)

ในประเทศฝรั่งเศส พรรคสังคมนิยมปฏิวัติสาย ตรอทสกี (L.C.R.) ที่สังกัดสากลที่สี่ (Fourth International) มีบทบาทสำคัญในการสร้างสหภาพแรงงาน "สมานฉันท์ สามัคคี ประชาธิปไตย" (S.U.D.) ซึ่งเป็นสหภาพระดับชาติที่เน้นการต่อสู้ แต่พวกลูกพรรคจากสากลที่สี่ไม่ได้ทำแค่นี้ เขาพยายามขยายแนวคิดทางสังคมนิยมและลงไปสร้างและประสานการต่อสู้ในขบวนการต้านทุนนิยมและขบวนการต้านการเหยี่ยดสีผิวด้วย ในรูปธรรมนักมาร์คซิสต์ฝรั่งเสศสามารถรวบรวมและประสานการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวและการต่อสู้ของนักสหภาพแรงงานภายใต้แนวคิดสังคมนิยมในยุคนี้ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสจมอยู่กับการประนีประนอมกับระบบทุนในรูปแบบเดิมๆ

ในอิตาลี่ "พรรครื้อฟื้นคอมมิวนิสต์" (P.R.C.) ซึ่งเป็นพรรคที่แยกตัวออกจากพรรคคอมมิวนิสต์เดิม (P.C.I.) เพื่อทบทวนแนวคิดแบบ สตาลิน ตอนนี้มีสมาชิกถึง 200,000 คนและเป็นศูนย์กลางการต่อต้านกระแสทุนข้ามชาติและการทำสงครามของคนหนุ่มสาว ในขณะเดียวกันพรรคนี้มีส่วนสำคัญในการรื้อฟื้นพลังการต่อสู้ของขบวนการแรงงานด้วย

ในประเทศอังกฤษ "พรรคสังคมนิยมกรรมาชีพ" (S.W.P.) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากแนวตรอทสกี ได้สร้างแนวร่วมสังคมนิยมกับกลุ่มฝ่ายซ้ายอื่นๆ เพื่อขยายแนวสังคมนิยมที่คัดค้านนโยบายเสรีนิยมของพรรคแรงงาน (Labour Party) ส่วนหนึ่งของการทำงานเน้นการลงไปสู่ขบวนการสหภาพแรงงานจนได้ผลระดับหนึ่ง เพราะในปี 2002 มีผู้นำแรงงานระดับชาติจากฝ่ายซ้ายได้รับการเลือกตั้งหลายคน นอกจากนี้พรรคสังคมนิยมกรรมาชีพเป็นหัวหอกสำคัญในการหนุนสร้างขบวนการต้านทุนนิยมและขบวนการต้านสงครามอีกด้วย โดยที่ไม่ยอมมองปัญหาต่างๆ ของระบบทุนนิยมอย่างแยกส่วน

ในประเทศฟิลิปปินส์หลังจากที่แนวสตาลิน-เหมาเริ่มมีปัญหาทั่วโลก และหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์สับสนและไม่แน่ใจว่าควรมีท่าทีอย่างไรกับรัฐบาลประชาธิปไตยชุดต่างๆ หลังการโค่นล้มเผด็จการมาร์คอส เริ่มมีกลุ่มฝ่ายซ้ายแตกแยกออกไปตั้งกลุ่มอิสระหลายกลุ่ม ในยุคนี้กลุ่มฝ่ายซ้ายอิสระบางกลุ่มกำลังพยายามรวมตัวกันใหม่เพื่อก่อตั้งพรรคสังคมนิยมที่สามารถเรียนบทเรียนจากข้อผิดพลาดของพรรคคอมมิวนิสต์ ในประเทศอินโดนีเซียก็เช่นกัน พรรค P.R.D.ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายใหม่ที่ก่อตั้งในหมู่นักศึกษาหนุ่มสาวก่อนที่ซุฮาร์โตจะถูกล้ม กำลังทบทวนบทเรียนจากข้อผิดพลาดของ P.K.I. ในอดีต

ในประเทศบราซิล "พรรคกรรมกร" (P.T.) ชนะการเลือกตั้งประธานาธิปดีในเดือนตุลาคม 2002 โดยที่มีพลเมืองลงคะแนนเสียงให้พรรคแนวสังคมนิยมนี้ถึง 51 ล้านคน และถึงแม้ว่าพรรคนี้ไม่ใช่พรรคปฏิวัติแบบมาร์คซิสต์ พรรคกรรมกรบราซิลสามารถประสานงานระหว่างขบวนการชาวนาไร้ที่ดิน(M.S.T.)กับขบวนการของสหภาพแรงงานในเมือง(C.U.T.) พรรคนี้มีจุดกำเนิดจากการต่อสู้ของกรรมกรเมือง Sao Paulo ที่ปฏิเสธการเมืองเดิมๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์สาย สตาลิน นอกจากนี้พรรคกรรมกรมีบทบาทในการสร้างการประชุม "สมัชชาสังคมโลก" ที่ต่อต้านทุนนิยมข้ามชาติอีกด้วย

ในยุคแห่งการรื้อฟื้นการต่อสู้กับทุนนิยมและต่อต้านแนวเสรีนิยมทั่วโลก เราควรเข้าใจว่ากระแสสังคมนิยมกำลังรื้อฟื้นด้วย นักมาร์คซิสต์ในไทยที่กำลังลงมือสร้างกระแสสังคมนิยมและหน่ออ่อนของพรรคใหม่จะต้องเรียนบทเรียนสำคัญจากบรรพบุรุษนักสังคมนิยมไทย เช่น เราต้องมั่นใจในการปฏิเสธข้อกล่าวหาอันเหลวไหลว่าสังคมนิยมเป็นแนวคิดเผด็จการที่ปฏิเสธเสรีภาพ และเป็นแนวคิดประเภท "ของใหม่นำเข้าจากนอก" ที่ไม่เหมาะกับสภาพสังคมไทย เราต้องรื้อฟื้นและสร้างชุดความคิดมาร์คซิสต์บนพื้นฐานการศึกษาข้อมูลจริงและการศึกษาทฤษฏีอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่โดยการหลอกตัวเองด้วยนิยายปลอบใจ และเราต้องเข้าใจว่าทางเลือกในการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมมีมากกว่าแค่สองทางเลือกระหว่างแนวสตาลิน-เหมาของ พ... กับแนวปฏิรูปในกรอบรัฐสภา ท่ามกลางความปั่นป่วนของเศรษฐกิจทุนนิยม ท่ามกลางการฆ่าฟันกันในสงคราม ท่ามกลางความเลวทรามของการขูดรีดและการกดขี่ และท่ามกลางความอดอยากที่อยู่เคียงข้างความร่ำรวยและการผลิต"ล้นเกิน" …. เรากล้าฝันโลกใหม่แห่งสังคมนิยมเราร่วมกันสร้างได้ รางวัลจากการต่อสู้นี้คือโลกใบใหม่อันงดงามสำหรับเราทุกคน!

อ้างอิง

กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน (...) "วิธีสร้างพรรคกรรมาชีพของเลนิน

กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ดู ศรีบูรพา)

เกษียร เตชะพีระ (๒๕๓๙) รู้สึกแห่งยุคสมัย ใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคณะ "มหาวิทยาลัยของฉัน" องค์กรนักศึกษา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ

ใจ อึ๊งภากรณ์ (๒๕๔๐) “สังคมนิยมและทุนนิยมในโลกปัจจุบันสำนักพิมพ์ป.. กรุงเทพฯ

ใจ อึ๊งภากรณ์ -บรรณาธิการ (๒๕๔๒) "อะไรนะลัทธิมาร์คซ์" เล่ม๑ สำนักพิมพ์ชมรมประชาธิปไตยแรงงาน กรุงเทพฯ

ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ (๒๕๔๓) "การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์" ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน กรุงเทพฯ

ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ (๒๕๔๕ก) "อะไรนะลัทธิมาร์คซ์" เล่ม๒ ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน กรุงเทพฯ

ใจ อึ๊งภากรณ์ (๒๕๔๕ข) จากโศกนาฏกรรมถึงลิเกการเมือง การปฏิรูปการเมืองการปกครองไทยในเงาของ ๖ ตุลา วาร

สารสังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ปีที่33 ฉบับที่1 หน้า 56-80

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (๒๕๒๖) "การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กรุงเทพฯ

ธงชัย วินิจจะกูล (๒๕๓๙) ความอิหลักอิเหลื่อแห่งชาติเนื่องจาก ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ไม่เป็นประวัติศาสตร์ ไม่มีอนุสาวรีย์ ไม่มี

วีรชน ไม่สนใจชีวิต ใน คณะกรรมการประสานงาน ๒๐ ปี ๖ ตุลา (๒๕๓๙) “ตุลากาลกรุงเทพฯ

บุญสนอง บุณโยทยาน (๒๕๑๘) ดูบทสัมภาษณ์ใน Far Eastern Economic Review

บุญสนอง บุณโยทยาน (๒๕๔๕) ใน "ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" บรรณาธิการ - สมพร จันทรชัย สถาบัน

พัฒนาการเมือง กรุงเทพฯ

. เมืองชมพู - อุดม สีสุวรรณ (๒๕๔๓) "สู่สมรภูมิภูพาน วรรณกรรมสะท้อนความจริงแห่งขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยโดย

อดีตกรรมการกลางและกรมการเมือง พ..." สำนักพิมพ์มติชน

ฤดี เริงชัย (๒๕๓๙) "หยดหนึ่งในกระแสธาร" สำนักพิมพ์มิ่งมิตร กรุงเทพฯ

วิจักษณ์ นันทยุทธิ์ (๒๕๔๔) "เส้นทางชีวิตและโลกทัศน์ทางการเมือง ผิน บัวอ่อน (อำนาจ ยุทธวิวัฒน์) " โครงการหนังสือ

๒๕ ปี ๖ ตุลา กรุงเทพฯ

ศรีบูรพา (๒๕๒๖) "แลไปข้างหน้า" สำนักพิมพ์สื่อสาร กรุงเทพฯ (เดิมเขียนระหว่างปี ๒๔๙๕-๒๕๐๐)

สัญชัย สุวังบุตร (๒๕๔๕) "ประวัติศาสตร์โซเวียตสมัยเลนิน ค.. 1917-1924" สำนักพิมพ์ศักดิโสภา กรุงเทพฯ

สุภา ศิริมานนท์ (๒๕๓๐) "มาร์กซจงใจจะพิสูจน์อะไร อย่างไร?" (เดิมพิมพ์ปี ๒๕๑๘) สำนักพิมพ์ชาวอักษร กรุงเทพฯ

สุภา ศิริมานนท์ (๒๕๓๖) "คำบรรยายแคปิตะลิสม์ บทวิเคราะห์ระบบสังคมเศรษฐกิจอเมริกัน" (เดิมพิมพ์ ๒๔๙๔) สำนัก

พิมพ์ศยาม บริษัทเคล็ดไทย กรุงเทพฯ

สุรพงษ์ ชัยนาม (๒๕๑๗) "ใครเป็นซ้าย" กลุ่มหนังสือสัจจะ กรุงเทพฯ

สุรพงษ์ ชัยนาม (๒๕๒๔) "มาร์กซ์และสังคมนิยม" (เดิมพิมพ์ปี ๒๕๑๗) ปาจารยสาร/เคล็ตไทย กรุงเทพฯ

เองเกิลส์, เฟรเดอริค (๒๕๑๘) "สังคมนิยมแบบเพ้อฝันและแบบวิทยาศาสตร์" สำนักพิมพ์สัญชาน กรุงเทพฯ

ฮัตเจสสัน และ ทวี ตะเวทีกุล (๒๕๑๘) "ลัทธิเศรษฐกิจ" สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ (เดิมตีพิมพ์จากคำบรรยายที่

ธรรมศาสตร์ในปี ๒๔๗๗)

Far Eastern Economic Review (17th January 1975) "Thailand/Interview: The Socialist's viewpoint" สัมภาษณ์

บุญสนอง บุณโยทยาน

Engels, Frederick (1978) “The origin of the family private property and the state.” Foreign Language Press,

Peking.

Jeamteerasakul, Somsak (1991) "The Communist Movement in Thailand." PhD thesis, Department of Politics,

Monash University, Australia.

Lenin, V. I. (1976) "The State and Revolution". Foreign Language Press, Peking.

Tejapira, Kasian (2001) "Commodifying Marxism. The formulation of modern Thai radical culture 1927-1958."

Kyoto University Press / Trans Pacific Press.

The Nation กรุงเทพฯ 11/11/02 "Greedy CEOs serve two masters" -Joseph Stiglitz