แดงสังคมนิยม

การต่อสู้กับปัญหาแนวคิดกลไก

E-mail Print PDF

 

การต่อสู้กับปัญหาแนวคิดกลไก

อ่านต่อ.....

 

 

โดย วิภา ดาวมณี ใจ อึ๊งภากรณ์ และนุ่มนวล ยัพราช

[ดู นิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค ท้ายบทนี้]

ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติในแนวสตาลิน

การปฏิวัติรัสเซีย 1917 เป็นทั้งประกายไฟที่สร้างความหวังกับมวลมนุษย์และความมืดมัวที่สร้างความหดหู่ตามมา เพราะถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆ ของการปฏิวัติ พลังของชนชั้นกรรมาชีพเริ่มจะปลดแอกมนุษย์จากการกดขี่ทุกรูปแบบ แต่ภายในไม่กี่ปี เมื่อการปฏิวัติประสบกับปัญหาร้ายแรงเนื่องจากความเสียหายที่มาจากสงครามโลกและสงครามกลางเมือง และความล้มเหลวในการขยายการปฏิวัติไปสู่เยอรมัน พลังความก้าวหน้าของการปฏิวัติก็เริ่มทดถอย ในประเด็นหลัง ความหวังว่าการปฏิวัติเยอรมันจะมาช่วยหนุนรัสเซียเป็นความหวังสำคัญของเลนินกับตรอทสกีที่จะอาศัยเศรษฐกิจเยอรมันที่ก้าวหน้ากว่ารัสเซียและพลังการต่อสู้อันเข้มแข็งของกรรมาชีพเยอรมันมาเสริมการปฏิวัติ 1917 แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดเมื่อสตาลินและคณะปกครองของข้าราชการแดงรวบอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ความก้าวหน้าทั้งปวงก็ถอยหลังลงคลอง สตาลินเปลี่ยนนโยบายการปฏิวัติกรรมาชีพสากลไปเป็นนโยบายการขูดรีดสะสมทุนเพื่อสร้างชาติ

ลัทธิสตาลินเป็นแนวความคิดของขบวนการปฏิวัติซ้อนที่ทำลายสังคมนิยม ทำลายเสรีภาพความสร้างสรรค์ของการปฏิวัติ และทำลายอำนาจของชนชั้นกรรมาชีพ โดยขบวนการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างรัสเซียขึ้นเป็นมหาอำนาจบนพื้นฐานการกดขี่ขูดรีดอย่างหนัก (ใจ ๒๕๔๒; 156) แต่สิ่งที่สร้างความสับสนในการวิเคราะห์การปกครองของสตาลินและแนวคิดแบบสตาลินคือ สตาลินยังคงอ้าง มาร์คซ์ และเลนิน อยู่ และยังใช้สัญญาลักษณ์ทุกอย่างของสังคมนิยมเพื่ออ้างว่าแนวเขา "ต่อเนื่อง" จากการปฏิวัติ 1917 ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างทฤษฏีมาร์คซิสต์ที่สตาลินอ้างว่ายังใช้อยู่ กับการปฏิบัติเป็นรูปธรรม แนวสตาลินมีวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ ถ้าจะไม่ทอดทิ้งภาพลวงตาในการเป็น "สังคมนิยม" นั้นคือต้องทำให้ทฤษฎีต่างๆ กลายเป็นเรื่องนามธรรมที่ต้องท่องจำเหมือนนกแก้วโดยไม่มีสาระสำคัญในการกำหนดการปฏิบัติในโลกจริง ทฤษฎีต่างๆ ของแนวมาร์คซิสต์ในมือของสตาลินจึงกลายเป็นเรื่องกลไกที่ไม่มีความละเอียดอ่อนของแนวมาร์คซิสต์แบบวิภาษวิธีเหลืออยู่เลย แนวสตาลิน เน้นการมองด้านเดียว มีการลดสาระของความขัดแย้งทางชนชั้น และลดบทบาทของมนุษย์ในการกำหนดอนาคตของตนเอง นี่คือที่มาของความ "กลไก" "แข็งทื่อ" ของลัทธิสตาลิน ลัทธิเหมา และลัทธิที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พ.ค.ท.)นำไปใช้ เช่นในเรื่องของขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์สังคมซึ่งจะขยายความในส่วนต่อๆ ไปของบทนี้

"ความกลไก" ในที่นี้หมายถึงการมองแบบด้านเดียว คับแคบ โดยปราศจากความไม่แน่นอนที่ย่อมมีในการกระทำของมนุษย์ ความกลไกของแนวคิดหลายประเภทในสังคม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดสมัยศักดินา สมัยทุนนิยม หรือสมัยสตาลิน ล้วนแต่มาจากความพยายามของชนชั้นที่ปกครองด้วยเผด็จการที่จะห้ามไม่ให้เรา(ผู้ถูกปกครอง) คิดเองเป็น ตั้งคำถามท้าทาย หรือคิดจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนสังคม เราต้องถูกกล่อมเกลาให้เชื่อว่าโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่เป็นสิ่งที่ดีเลิศปราศจากความขัดแย้ง และจะดำรงต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือถ้าจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องเปลี่ยนตามแผนของผู้ปกครองซึ่งรู้ทุกอย่างและปกครองเพื่อประโยชน์ของสังคมเท่านั้น

ความคิด "กลไก" ที่เราจะพิจารณาในบทนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างในการอธิบายปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับแนวคิดสังคมนิยมไทยในอดีต คือความคิดเรื่องศีลปะและความคิดเรื่องการวิวัฒนาการของระบบสังคมไทยตามแนววัตถุนิยมประวัติศาสตร์

1. จิตร ภูมิศักดิ์ วิจารณ์ศีลปะ

รวมพลังเถิดเราเหล่ากรรมกรไทย

เทอดเกียรติไว้ด้วยใจมุ่งมานะบากบั่น

ตื่นเถิดสามัคคีพร้อมเพรียงร่วมใจกัน

เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตและโลกยุคใหม่

บทกวีอันทรงพลังของจิตรภูมิศักดิ์ชิ้นนี้ เมื่อผนวกเข้ากับลีลาของเพลงมาร์ชในชื่อว่า มาร์ชกรรมกรไทยใครเลยจะปฏิเสธว่าครั้งหนึ่งได้เคยปลุกใจเหล่ากรรมาชีพ และนักศึกษาประชาชนให้ลุกขึ้นสู้กับอำนาจเผด็จการ และใครจะปฏิเสธได้ว่าในอนาคตจะมีผลในการปลุกใจกรรมาชีพอีก

จิตร ภูมิศักดิ์เป็นปัญญาชนไทยที่เรียกได้ว่า ล้ำหน้าในยุคสมัยของเขา เพราะเขาเสนอสิ่งที่แตกต่างห่างไกลจากความคิดของคนส่วนใหญ่ในขณะนั้น เขากลายเป็นแกะดำของชาวจุฬาฯ เขาต้านระบบ SOTUS ตั้งคำถามกับศาสนาพุทธและความชอบธรรมของชนชั้นสูง จนถูกจับโยนบก แต่เขาก็มิได้สะทกสะท้าน จิตใจของจิตรภูมิศักดิ์จึงน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างในความกล้าหาญในความเสียสละและความแน่วแน่ จิตรหล่อหลอมตัวเองในสงครามประชาชน ผลงานของจิตรมีอยู่หลายหลากในต่างแขนงทั้งการเมือง ศาสนา วรรณคดีและศิลปะ ไม่น่าเชื่อว่าในชั่วชีวิตคนคนหนึ่งที่เสียชีวิตก่อนวัยจะมีงานเขียนที่ผลิตขึ้นมาได้มากมายและมากด้วยคุณค่าเช่นนี้ เมื่อเราให้ความเคารพต่อ จิตร ภูมิศักดิ์ นักปฎิวัติที่ศรัทธาต่อพรรคที่เขาเชื่อว่าเป็นลัทธิมาร์คซ์ในขณะนั้น เราก็ควรจะใช้มุมมองลัทธิมาร์คซ์มาวิเคราะห์งานของเขา และมุมมองด้านศิลปะของจิตรก็เป็นประเด็นที่น่าหยิบยกมาพิจารณาจากความจำกัดทางประวัติศาสตร์ในยุคของเขา กับการคลี่คลายพัฒนาของยุคสมัย หลายสิ่งได้พิสูจน์ และท้าทายให้เราค้นหา เพื่อสรุปบทเรียน

เมื่อเราให้ความเคารพต่อจิตรมิได้หมายความว่าเราจะต้องยึดถือความคิดของเขาทั้งหมด หรือศรัทธาหลงไหลในตัวของเขาอย่างงมงาย ตรงกันข้ามเพื่อบรรลุสิ่งที่จิตรอยากเห็นในสังคมไทย เพื่อเข้าถึงจิตใจของชาวลัทธิมาร์คซ์อย่างแท้จริง เรากลับต้องมองเห็นอุปสรรคที่ขวางกั้นมิให้จิตรปฏิวัติไปสู่ชัยชนะของกรรมาชีพและร่วมกันวิเคราะห์ถึงสิ่งที่จิตรเรียนรู้ และเข้าใจในยุคนั้น เพื่อเอาเป็นบทเรียนในการปรับปรุงกระบวนของฝ่ายปฏิวัติ และเสริมกระบวนทัศน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ นับตั้งแต่จิตรได้สละชีพเมื่อปี ๒๕๐๘ มีอะไรที่คนรุ่นหลังจะสืบทอดได้หากมิใช่การหวนกลับมาวิพากษ์แนวทางและความคิดลัทธิสตาลิน-เหมา ที่ครอบงำกระบวนการฝ่ายซ้ายของไทยในขณะนั้น ซึ่งปรากฏในงานเขียนเกี่ยวกับการมองศิลปะเป็นตัวอย่าง

1.1 ศิลปะเพื่อประชาชนของจิตรเดินตามแนวลัทธิสตาลิน

การปฏิวัติรัสเซีย 1917 มิได้เพียงเป็นการปลดแอกมนุษย์จากการขูดรีดทางเศรษฐกิจและการกดขี่ทางการเมือง แต่เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์พลิกแผ่นดินที่ท้าทายทุกกรอบและค่านิยมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ วิทยาศาสตร์ หรือศีลปะ เราอาจพูดได้ว่าการปฏิวัติของบอลเชวิคนำไปสู่การปฏิวัติทางศิลปะ เพราะในยุคนั้นมีการทดลองรูปแบบการทำงานและเป้าหมายในการสร้างศิลปะแบบใหม่ๆ โดยที่ศิลปินไม่ถูกจำกัดในกรอบเดิมของระบบเผด็จการหรือกรอบของอำนาจเงิน (สัญชัย ๒๕๔๕; 208) ยิ่งกว่านั้นมีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดในหมู่ปัญญาชนและศิลปินเรื่องภาระของศิลปินในยุคใหม่และท่าทีที่เราควรมีต่อศิลปะในยุคต่างๆ ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต (Trotsky 1991, 2001)

แต่ในช่วงต่อมา เมื่อการปฏิวัติล้มเหลว พลังความก้าวหน้าของการปฏิวัติก็เริ่มทดถอย ซึ่งมีผลกับการพัฒนาทางศิลปะ และในที่สุดทำให้ศิลปะโซเวียตเสื่อมลงเป็นแค่ "ศิลปะแห่งโลกจริงแนวสังคมนิยม" (Socialist Realism) ทำไมสตาลินจึงแปรรูปศิลปะของการปฏิวัติไปเป็นศิลปะแข็งทื่อและกลไกของ "โลกจริงแนวสังคมนิยม"? สาเหตุหลักคือความขัดแย้งที่อยู่ในใจกลางแนวคิดของสตาลินระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติที่เอ่ยถึงไปแล้ว แต่มีสาเหตุอื่นด้วย

ในเรื่องศิลปะ แนวสตาลินมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจำกัดเสรีภาพของพวกศิลปิน เพราะถ้าเรารู้จักศิลปินในโลกจริงเราจะรู้ว่าเขาเป็นพวกที่ไร้วินัยและมีหัวกบฏมากพอสมควร ศิลปินคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมการต่อสู้ในป่ากับ พ.ค.ท. เคยตั้งข้อสังเกตว่า "ศิลปินเป็น '' ยาก" คือศิลปินมักจะไม่ได้รับเชิญเป็น "สมาชิกเยาวชน" ของ พ.ค.ท. เนื่องจากมักเป็นตัวของตัวเอง ไม่ค่อยยอมขึ้นกับ "จัดตั้ง" มากนัก(สัมภาษณ์ สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย) ดังนั้นถ้าสตาลินจะสร้างเผด็จการครอบงำสังคมสิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือต้องควบคุมศิลปินและปัญญาชนทั้งหลาย เพื่อไม่ให้คิดเองเป็นหรือถ้ายังดื้อคิดเองต่อไป อย่างน้อยต้องปิดปากหรือจำกัดการทำงาน วิธีที่สำคัญในการปิดปากจำกัดนักคิด นักเขียน และศิลปิน คือการนำข้ออ้างเรื่อง "ผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพและผู้ที่ถูกกดขี่ขูดรีด" มาเป็นเครื่องมือเพื่อจำกัดความสร้างสรรค์ของศิลปิน เช่นอาจมีการวิจารณ์งานศิลปะที่สลับสับซ้อน ท้าทาย และชวนให้คิดไกลโดยอ้างว่าศิลปะแบบนี้ "เข้าใจยากโดยกรรมาชีพหรือชาวนา" หรืออาจมีการมองว่าศีลปะแบบนี้ "ไม่ชัดเจน" หรือ "ไม่ตรงตามแนวของพรรค" เพียงพอที่จะ "รับใช้ชนชั้นผู้ถูกกดขี่ นี่คือที่มาของแนว "ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน" ในรูปแบบกลไกที่พยายามจำกัดรูปภาพหรือวรรณกรรมให้เป็นแค่เรื่องความทุกข์ร้อนของคนจนหรือความกล้าหาญของนักสู้

แนวคิดศิลปะเพื่อชีวิตหรือศิลปะเพื่อประชาชนภายใต้แนวสตาลิน ถูกถ่ายทอดไปสู่การปฏิวัติของเหมาในประเทศจีนและต่อมาในภายหลังมีความสำคัญในการสร้างมุมมองคับแคบของ "การปฏิวัติวัฒนธรรม" ที่ตามมาในทศวรรษที่ 60 ที่ร้ายกว่านั้นพลังมวลชนที่ถูกปลุกระดมใน "การปฏิวัติวัฒนธรรม" จีนภายใต้ข้ออ้างว่าจะกำจัดล้างวัฒนธรรมแบบเก่าๆ ให้หมดไป เพียงแต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ระหว่างคู่แข่งหรือพรรคพวกต่างๆ ในกลุ่มชนชั้นของนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น และมันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับศีลปะวัฒนธรรมแต่อย่างใด

แนวนี้ในที่สุดก็เข้ามาในไทยผ่าน พ.ค.ท. การเสนอโดยรวมโดยพรรคไทยว่าเราต้องพิจารณาศิลปะจากมุมมองคำถามว่ามัน "รับใช้ใคร?" ภายใต้แนวคิดแบบสตาลิน นำไปสู่การสรุปว่าศีลปะสร้างสรรค์ หรือศีลปะที่อาจ "เข้าใจยาก" หรือ ไม่มีอะไรชัดเจนที่เกี่ยวกับชีวิตกรรมกรหรือชาวนา เป็นศิลปะ "ปฏิกิริยา" ของชนชั้นปกครอง นอกจากนี้ลัทธิสตาลินใช้ศิลปะเพื่อการบูชาตัวบุคคล โดยสร้างสิ่งที่เรียกว่าศิลปะปฏิวัติ รูปปั้นผู้นำจึงถูกทำให้เป็นราวกับเทวรูปเพื่อเคารพบูชา

เราไม่ควรคิดว่าศิลปินฝ่ายซ้ายไทยมีมุมมองอย่างกลไกแบบนี้ทุกคน เพราะในช่วงประชาธิปไตยเปิกบานหลัง ๑๔ ตุลา ๑๖ ศิลปินไม่น้อย โดยเฉพาะสายที่จบจากศิลปากรหรือวิทยาลัยเพาะช่าง ได้รับอิทธิพลแนวคิดแบบ "ฝ่ายซ้ายใหม่" ที่เกิดจากการกบฏของคนหนุ่มสาวในยุโรปและอเมริกายุค 1968 ซึ่งมีลักษณะเสรีและหลากหลาย ดังนั้นถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของศิลปินไทยยุคนั้น เช่นการเคลื่อนไหวของ "แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย" จะพบว่ามีการถกเถียงเรื่องความหมายของศิลปะก้าวหน้าอย่างกว้างขวาง การเดินขบวนประท้วงต่อต้านฐานทัพสหรัฐในปี ๒๕๑๘ มีตัวอย่างความหลากหลายและเสรีภาพในผลงานของศิลปินไทยมากมาย ซึ่งบางส่วนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากคนที่ยึดถือแนวคิดของเหมาแบบสุดขีด (แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ๒๕๓๗ และ สัมภาษณ์ สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย)

ถ้ากลับมาพิจารณางานของจิตร ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าเขาใกล้ชิดกับแนวความคิดของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ไม่ว่าเขาจะเป็นสมาชิกเยาวชนแบบทางการหรือไม่ ตรงนี้เรามั่นใจได้เพราะจิตรเลือกเส้นทางในการต่อสู้จับอาวุธร่วมกับ พ.ค.ท. และใช้กรอบการวิเคราะห์ที่คล้ายกับแนวสตาลิน-เหมา เมื่อพิจารณาการวิเคราะห์ศิลปะจะเห็นว่าการให้นิยามคำว่า "ศิลป" ในหนังสือ ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” (จิตร ๒๕๔๑) เป็นไปในกรอบกลไก หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ศิลปะเพื่อชีวิตส่วนหนึ่ง และศิลปะเพื่อประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ส่วนแรกประกอบด้วยบทความ 4 ชิ้น คือ อะไรหนอที่เรียกกันว่าศิลปะ ศิลปะบริสุทธิ์มีแท้หรือไฉน ที่ว่า ศิลปะเพื่อศิลปะนั้นคืออย่างไรกันหนอ และ “ ‘ศิลปะเพื่อชีวิตความหมายโดยแท้จริงเป็นไฉนเนื้อความหลักที่อธิบายในส่วนศิลปะเพื่อชีวิต เริ่มด้วยการค้านความเชื่อเดิมว่ามาตรฐานวัดความสูงส่งของศิลปะนั้น คือ ความงามอันวิจิตรบรรจงและความ มีกฎเกณฑ์ในการสร้างอันเฉพาะพิเศษยากแก่การเข้าใจซึ่งเป็นความพยายามที่น่ายกย่องของจิตรที่จะดึงศีลปะลงมาเป็นทรัพย์สินรวมของทุกคน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแค่ "ของสูง" ของคนชั้นนำเท่านั้น

จิตรเริ่มต้นด้วยการรวบรวมนิยามศิลปะแบบเดิมของฝ่ายชนชั้นปกครองมาเปรียบเทียบกัน เช่น ความหมายของศิลปะที่ว่า ศิลปะเป็นของสูงส่งเป็นของพิเศษเลิศเลอ มิใช่สมบัติของสามัญชน แต่สำหรับผู้มีวุฒิปัญญาพิเศษโดยเฉพาะ มีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้รับการยกย่องบูชาอย่างสูงส่ง ผู้ที่ผลิตขึ้นมาก็ ทำอย่างมีเทคนิคโดยเทคนิคหรือกรรมวิธีหรืออีกนัยหนึ่งคือ วิธีทำคือ ประดิษฐกรรมที่ซับซ้อนสิ่ง มีความประณีต ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี และ พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) เรียกว่า ผลิตกรรม-ทางเทคนิคโดย ศิลปกรรมไม่ว่าอย่างใด ๆ จะต้องมีการแสดง ขณะที่จิตรยกคำกล่าวของ ตอลสตอย ในการมองศิลปะว่าเป็นเพียง งานฝีมือ” (Craftsman-ship) เท่านั้น สิ่งประดิษฐที่มีแต่ความประณีต ให้ความบันเทิงเริงใจนั้นหาใช่ศิลปะไม่ (จิตร ๒๕๔๑; 35)

จิตรได้สรุปความเข้าใจของ ตอลสตอย ว่า ศิลปะจะต้องผลิตกรรมทางเทคนิคที่มีการสำแดงออกแฝงอยู่ภายใน ถ้าจะเขียนเป็นสูตรแบบวิทยาศาสตร์ก็คงจะได้สูตรว่า

ศิลป = รูปแบบ + การสำแดงออก

Art = From + Expression

โดยการสำแดงออกนั้นเป็นคำที่บ่งบอกถึงปฏิกิริยาของอารมณ์โดยทางตรง

ตอลสตอย วาง เงื่อนไขอันจำเป็นอย่างยิ่งของศิลปะว่า สิ่งที่จะจัดได้ว่าเป็นศิลปะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความคิดใหม่อันเป็น เนื้อหาของศิลปะ และความคิดใหม่เป็นเนื้อหาของศิลปะนั้น จักต้องมีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ มีความคิดริเริ่ม และฉีกแนวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ ทั้งยังต้อง เข้าใจความจริงของชีวิตและโลก เข้าใจถึงแนวทางที่จะนำชีวิตและโลกไปสู่ความสุขที่แท้จริง และขณะเดียวกันก็ต้องตีแผ่แนวทางนั้นออกมา โดยที่ความคิดใหม่หรือเนื้อหาของศิลปะนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของชีวิตและโลกโดยแท้จริง บรรดาผู้ผลิตงานฝีมือหรือผลิตกรรมทางเทคนิคอันไร้เนื้อหาออกมาดื้อ ๆ จะเป็นอย่างมากก็เพียง ช่างฝีมือเท่านั้น จิตรประเมินว่าคุณค่าของงานศิลปะอื่นใดหากไร้เนื้อหา เจ้าของงานนั้น จักไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกตัวเองว่า ศิลปินได้เลย

ในยุคปัจจุบัน จอห์น มอลินิวซ์ สมาชิกพรรคสังคมนิยมแรงงานของอังกฤษ ให้นิยามศิลปะของฝ่ายมาร์คซิสต์ว่า "เป็นสิ่งที่เกิดจากการรังสรรค์ของศิลปินอย่างเสรีโดยมิได้กระทำไปเพราะการบังคับ กดขี่หรือแลกเปลี่ยนมาซึ่งเงินตรา หากแต่เป็นศิลปะที่สะท้อนศักยภาพของศิลปินเอง ทั้งยังให้ผู้เสพหรือผู้ชมได้รับแรงบันดาลใจอันเป็นด้านบวก มีคุณค่าต่อชีวิตและสังคม " (Molyneux 1998) จอห์น มอลินิวซ์ ยังได้สะท้อนความคิดของ ตรอทสกี ว่า "ศิลปะเป็นการการผสมผสานของกลไกทางสมอง และ ความสัตย์จริง มันไม่ต้องการระเบียบกฏเกณฑ์ แต่สร้างขึ้นจากอิสรภาพ "

1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและสังคม

จิตร โจมตีแนว "ศิลปะเพื่อศิลปะ" ที่เชื่อว่าศิลปะเป็น "สิ่งบริสุทธิ์" ที่ลอยอยู่เหนือสังคม การตั้งคำถามว่า "ศิลปะรับใช้ใคร?" และ "ศิลปะเป็นสิ่งบริสุทธ์ที่ลอยอยู่เหนือสังคมหรือไม่?" เป็นประโยชน์ในการกระตุ้นให้เราพิจารณาสองปัญหาที่มีความสำคัญ

จิตรให้ข้อสรุปว่าศิลปะทุกยุคสมัยล้วนรับใช้ชีวิต ไม่มีศิลปะลอยๆ ศิลปะเพื่อชีวิต คือ ศิลปะที่มีผลสะท้อนออกไปสู่ชีวิตและขึ้นชื่อว่า 'ศิลปะ' แล้วมันย่อมส่งผลสะท้อนออกไปสู่ชีวิตทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะศิลปะมีชีวิตเป็นพื้นฐาน” (จิตร ๒๕๔๑; 163) ทั้งยังรับใช้ชนชั้นโดยอธิบายตามยุคของสังคมด้วย ดังที่เขาเขียนบรรยายไว้ว่า ศิลปะพึงรับใช้ชีวิตของสาธารณชน โดยแสดงแบบอย่างที่ดีและเป็นโคมไฟอันแจ่มจ้าที่จะส่องทางนำชีวิตของมวลมนุษย์ไปสู่ความดีงามนั่นคือ ศิลปะเพื่อชีวิตในเมื่อศิลปะคือการสะท้อนภาพของชีวิต ผลิตกรรมใดก็ตาม ถ้าหากมันมิได้สะท้อนภาพชีวิตออกมามันก็หมดสภาพความเป็นศิลปะของมันลงในทันที (จิตร ๒๕๔๑; 35-36)

จิตรเชื่อว่า ศิลปะที่ไม่รับใช้ใคร ไม่มี ในโลกมีแต่ศิลปะที่รับใช้ไม่ใครก็ใครฝ่ายหนึ่งเสมอ” (จิตร ๒๕๔๑; 72) โดยเขาแจกแจงว่า ศิลปะเพื่อชีวิตอาจจะเป็นศิลปะเพื่อชีวิตของคนชั้นผู้กดขี่ประชาชนก็ได้ สิ่งที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุดจึงต้องเป็น ศิลปะเพื่อชีวิตของประชาชนส่วนข้างมากผู้ทำงาน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ศิลปะเพื่อประชาชน หากหมายถึงชีวิตของชนทุกชั้นโดยส่วนรวม…” (จิตร ๒๕๔๑; 163-164) และ ในยุคสมัยที่สังคมไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดินิยม…(มี) การชักจูงให้มัวหลงระเริง เคลิบเคลิ้มไปเสียกับความฟุ้งเฟ้อเหลวไหลนานาประการ (จิตร ๒๕๔๑; 171)

"ศีลปะเพื่อศีลปะบริสุทธ์" นอกจากจะเป็นแนวคิดที่หลุดจากโลกจริงเพราะไม่ใช้แนววัตถุนิยมในการทำความเข้าใจว่ารูปแบบและโครงสร้างการดำรงชีวิตของมนุษย์มีความสำคัญในการกำหนดความคิดและรูปแบบของศีลปะแล้ว ยังเป็นแนวปฏิกิริยาที่ชวนให้เราละเลยการมองเนื้อหาของงานศีลปะเพื่อพิพากษาว่ามันก้าวหน้าหรือไม่ เช่นการมองแบบพวก โพสธ์โมเดอร์น ในยุคปัจจุบันที่ยอมรับ "อะไรก็ได้" และไม่แยกแยะว่างานไหนดูถูกผู้หญิง งานไหนดูหมิ่นคนเชื้อชาติอื่น หรืองานไหนเชิดชูการกดขี่หรือความไม่เป็นธรรม ดังนั้นการที่จิตรเตือนใจเราให้คิดเรื่องนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง

อย่างไรก็ตามในการโจมตีแนวคิดที่เสนอว่ามี "ศีลปะบริสุทธิ์" เราต้องไม่หลงด่าศีลปะแบบ แอบสแตรคท์ ไปด้วย เช่นงาน "หยดสี" ของศิลปินอเมริกาชื่อ แจกสัน พอลลอค เพราะงานแบบนี้ที่ดูเหมือนจะไม่มีเนื้อหาสาระทางสังคม สามารถมีบทบาททางสังคมในการท้าทายกรอบความคิดของเราได้ เช่นกรอบความคิดเดิมๆ ที่มองว่ารูปภาพศีลปะ "ต้องดูออกว่าเป็นอะไรจึงจะถือว่าเป็นงานศีลปะได้" ซึ่งการท้าทายเราแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกบฏในสังคม

การมองอย่างด้านเดียวของจิตรว่างานของยุคศักดินาหรือทุนนิยมเป็นศีลปะที่ไร้ค่า สะท้อนความคิดกลไก เมื่อกำหนดนิยามขึ้นแล้วก็เอานิยามอันเป็นอัตตวิสัยนี้มาวัดคุณค่า ตีราคาให้สรรพสิ่ง โดยมิได้พิจารณาสภาพความเป็นจริง สภาพทางภววิสัยคืออะไร ก็เพื่อทำให้ศิลปะในขั้วของชนชั้นปกครองกลายเป็นสิ่งดูน่ารังเกียจ เป็นสิ่งจอมปลอม เพราะเกิดขึ้นภายใต้อำนาจชนชั้นปกครองเก่าโดยที่ไม่ได้รับใช้มวลมนุษยชาติ และยกย่องว่าในทางตรงกันข้ามประดิษฐกรรมทุกอย่างที่มีเจตนาเพื่อการรับใช้มนุษย์ รับใช้ประชาชนย่อมเป็นศิลปะอันประเสริฐน่ายกย่อง รูปปั้นการต่อสู้ของกรรมกร ชาวนา ทหารปลดแอก และภาพที่มีท่วงทำนองแบบเดียวกันจึงถือเป็นศิลปะที่แท้จริง…..จิตรให้ข้อสรุปไว้ว่า งานสร้างสรรค์ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ สิ่งที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์จึงควรรับใช้ชีวิตมนุษย์และยังตอกย้ำ คำยืนยันของตอลสตอยว่า ศิลปินจักต้องมีทรรศนะต่อชีวิต หรือ ชีวทรรศน์ (Life Conception) อันถูกต้อง และขณะเดียวกันก็ต้องมีทรรศนะต่อโลกหรือโลกทรรศน์ (Worlds Conception)” ศิลปินจึงน่าจะเป็นคนพิเศษ เหนือมนุษย์ จะเป็นคนธรรมดาไม่ได้ ต้องมีทั้งชีวทรรศน์ โลกทรรศน์ เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่คล้ายกับการสร้างภาพวีรชนปฏิวัติ ของเหมาเจ๋อตง และค่ายลัทธิสตาลินอื่นๆ

ในแง่หนึ่งการเสนอว่าศีลปะต้องรับใช้ประชาชนก็เป็นแนวคิดที่มีประโยชน์ เพราะเราต้องคิดเสมอว่าศิลปินผลิตผลงานเพื่ออะไร เพื่อเก็บไว้ดูเองคนเดียว? หรือเพื่อสื่ออารมณ์และความหมายในสังคม? ถ้าศิลปินผลิตงานไว้ดูคนเดียวเรียกเขาว่าเป็น "ศิลปิน" ได้ไหม? ในเมื่อศิลปินต้องเลี้ยงชีพโดยการขายผลงานหรือโดยการที่สังคมตอบแทนการทำงานของเขาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ศิลปินก็ควรต้องรับผิดชอบกับการผลิตผลงานเพื่อสื่อให้กับพลเมืองในสังคมระดับหนึ่ง ดังนั้นศิลปินควรใช้เวลาในการพิจารณาการทำงานของตนเองว่ากำลังปกป้องทัศนะคติอะไรและท้าทายทัศนะคติอะไรด้วย

แต่การที่จิตรไม่แยกแยะระหว่างคำถามว่า "ศีลปะรับใช้ใคร" กับคำถามว่า "ศีลปะชิ้นนี้ผลิตขึ้นภายใต้บริบทสังคมใด" ทำให้เกิดความสับสนที่นำไปสู่ความกลไก เพราะศีลปะที่ผลิตขึ้นในสังคมที่มีการกดขี่ขูดรีดย่อมสะท้อนลักษณะของสังคมนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรับใช้ชนชั้นที่กดขี่ขูดรีดเสมอ แนววิภาษวิธีมาร์คซิสต์มองว่าทุกสังคมต้องมีความขัดแย้งภายใน ศิลปินก็เป็นส่วนของความขัดแย้งนั้นได้ และอาจผลิตงานที่เป็นกบฏต่อสังคมก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันศิลปินไม่ได้มีอิสระภาพที่จะประกอบอาชีพตามใจชอบในเมื่อปัจจัยการผลิตหรืออำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ในกำมือของคนส่วนน้อยกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตามแม้แต่งานศีลปะที่ออกมาจากบริษัทข้ามชาติ เช่นภาพยนต์อย่าง ไทแทนิค จาก ฮอลลีวูด หรือเพลงลูกทุ่ง ก็มีลักษณะขัดแย้งในตัวระหว่างความต้องการที่จะถ่ายทอดแนวคิด ค่านิยม และอำนาจของชนชั้นนายทุน กับ ความต้องการที่จะมียอดขายสูง ดังนั้นผลงานแบบนี้อาจสะท้อนความยากจนและความขัดแย้งทางชนชั้นเพื่อเอาใจรสนิยมของลูกค้าผู้เป็นกลุ่มเป้าหมายก็ได้ และนอกจากนี้กรรมาชีพศิลปินที่ทำงานในบริษัททุนนิยมที่ผลิตภาพยนต์หรือเพลงก็อาจมีจิตสำนึกทางชนชั้นได้

ยิ่งกว่านั้นการที่มีศีลปะเกิดขึ้นที่เชิดชูการปกครองของชนชั้นผู้กดขี่ ไม่ได้แสดงว่างานนั้นจะงดงามไม่ได้ ตัวอย่างของวัดพระแก้วหรือเพลงชมพระเจ้าของโมซาร์ทที่เขียนให้ขุนนาง ทำให้เราเห็นภาพได้ และความละเอียดอ่อนในการมองจะนำเราไปสู่ความเข้าใจว่าระบบสังคมที่ไร้ความงามและเต็มไปด้วยความป่าเถื่อนอาจผลิตศีลปะบางชิ้นที่งดงามได้

1.3 ความงามต้อง "ง่ายและชัดเจน" จริงหรือ?

ขณะที่จิตรเน้นว่าศิลปะของประชาชนต้องสะท้อนความจริงโดยกล่าวว่า ศิลปะ คือ การสะท้อนความจริงของชีวิตตามที่เป็นอยู่แท้จริงและความแท้จริงนั่นแหละ คือ ความงาม ตลอดจนสนับสนุนว่าเงื่อนไขทางรูปแบบของศิลปะที่มีสามประการคือความแจ่มชัด (Clarity) ความง่าย (Simplicity) และความงาม (Beauty) นั้น โดยทั้ง 3 เงื่อนไขจักต้องสัมพันธ์กันเสมอไป และโดยที่ความแจ่มชัดตั้งอยู่บนฐานแห่งความงาม ความงามในศิลปะนั้นคือความจริง (จิตร ๒๕๔๑; 31) ศิลปะต้องเกิดจากความรู้สึกปรารถนาภายใน (Inner need) มิใช่ความเย้ายวนจากภายนอก (External inducement)

แต่ ความจริงโดยพิจารณาตาม ภววิสัย” (Objectively) คือความจริงตามที่มันเป็นอยู่จริงโดยตัวของมันเอง (Objective reality or reality by itself) “ความจริงเคยเป็นที่มาของศิลปะหลายสาย จากภาพเหมือนใบหน้าคนในศตวรรษหนึ่ง มาสู่ภาพเหมือนในธรรมชาติ มาสู่ความเหมือนจริงแบบอุดมคติแล้วกลับมาสู่ความเหมือนจริงสองประการในเวลาเดียวกัน คือ ความเหมือนจริงอย่างที่ตาเห็น กับเรื่องเหตุการณ์จริง (Gustave Courbet เรียกความจริงชนิดนี้ว่า Le Realisme ในปี ค.ศ.1855) จนถึงความเหมือนจริงที่เป็นส่วนตัวกว่าคือ Die Neue Sachilchkeit เล่าถึงความจริงในชีวิตประจำวัน เช่น งานจิตรกรรมของ Edward Hopper (ทัศนศิลป ๒๕๔๒)

ภาพคน ทิวทัศน์แบบ อิมเพรสชันนิสม์ หรือสิ่งแวดล้อมแบบ เอ็กเพรสชันนิสม์ ล้วนคลี่คลายไปจากความจริงทั้งสิ้น สะท้อนแสงสีจริงในธรรมชาติในแต่ละช่วงเวลา แม้กระทั่งศิลปะเหนือจริงอย่าง เซอร์เรียลิสม์ ก็ยังคงความเป็นจริงตามจิตใต้สำนึก หากเราใช้ความคิดอย่างกลไก อย่างคับแคบ เราก็อาจจะปฏิเสธคุณค่าของศิลปะที่ดำรงอยู่จริง แล้วล้อมกรอบให้ศิลปะกลับด้อยค่าลง ใครที่เคยทำงานด้านศิลปะในกองทัพปลดแอกไทย ภายใต้การนำของพรรคคอมิวนิสต์ไทยหรือเคยสัมผัสกับศิลปะยุคหลังม่านไม้ไผ่ย่อมเข้าใจได้ดี

การให้นิยามศิลปะเช่นนี้ ลึกๆแล้วก็คือการสะท้อนความคิดลัทธิเผด็จการสตาลิน-เหมา ที่นำงานศิลปะ วัฒนธรรม และสื่อทุกอย่างมารับใช้แนวการต่อสู้เพื่อประชาชาติ ตีกรอบให้มนุษย์ปราศจากอิสรภาพทางความคิด ยอมเบนความหมายของศิลปะอย่างที่มันดำรงอยู่ ยอมหลอกตัวเองอย่างปัญญาชนของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในอดีต ที่นำเอาข้อความในคติพจน์เหมาเจ๋อตงมาใส่ทำนองแล้วกลายเป็นศิลปะดนตรีที่ "ไพเราะ" ทำให้ภาพของนักรบปฏิวัติตามอย่างจีนกลายต้นแบบศิลปะที่ "น่ายกย่อง" และสร้างรูปปั้นต่างๆที่มีคนอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนชูมือชูไม้ออกมามากมาย ในทำนองเดียวกับภาพวาด แล้วเทิดทูนว่า เป็นศิลปะ "ชั้นยอด"

คุณค่าศิลปะจากความอุตสาหะของศิลปินในอดีตจึงถูกมองอย่างด้อยค่าในสายตาผู้แอบอ้างเป็นมาร์คซิสต์ ทั้งๆที่ศิลปะมีคุณค่าในตัวเอง นครวัด นครธม ทัชมาฮัล พระบรมมหาราชวัง ภาพของเรมบรานท์ ของแวนโก๊ะ รูปปั้นฝีมือไมเคิล แองเจโล ไม่ใช่ศิลปะที่งดงามจริงหรือ…? นั่นแสดงว่ากรรมกร ชาวนา ผู้ถูกขูดรีดสามารถเสพคุณค่างานศิลปะได้เฉพาะที่ดูหยาบๆ เรียบๆ ฟังได้เฉพาะเพลงที่แต่งง่ายๆ ขอแต่ให้มีชีวทัศน์ โลกทัศน์อย่างท่านประธานเหมา แล้วสร้างประดิษฐกรรมอะไรขึ้นมาก็เป็นอันใช้ได้ ความคิดคับแคบ ด้านเดียวปิดกั้นตนเองในการเสพศิลปะ เช่นนี้แหละที่จำกัดให้งานศิลปะของฝ่ายซ้ายไม่สามารถงอกงามได้ ยิ่งกว่านั้นการเน้นความง่ายและความชัด เป็นการไหลไปตามแนวคิดของชนชั้นปกครองโดยไม่รู้ตัว เพราะเป็นการมองว่าคนธรรมดาโง่และขาดปัญญาที่จะเสพ "ของสูง"

1.4 ภารกิจของศิลปินก้าวหน้า

การที่จิตรเสนอว่าศิลปินก้าวหน้าต้องคำนึงถึงภารกิจของตนเองที่มีต่อสังคม เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแสวงหาบทบาทของตนเองในการปฏิวัติสังคมนิยม แต่บางครั้งจิตรเรียกร้องการทำงานของศิลปินที่ขัดแย้งกับสิทธิเสรีภาพและความสร้างสรรค์ตามความหมายของสังคมนิยม โดยตั้งกรอบจริยธรรมคล้ายๆ แนวลัทธิศาสนา ตามหลักวิธีคิดแบบลัทธิเหมา ที่ทำให้มนุษย์ต้องเป็นมนุษย์พิเศษ ไม่มีคำว่า "ส่วนตัว" มีแต่ส่วนรวม (ยังดี ๒๕๓๕; 121) แล้วในความเป็นจริงก็ทำไม่ได้ กลายมาเป็นข้อเข้มงวดกัน กลายเป็นวัฒนธรรมการจับผิด อย่างที่ในกองทัพปลดแอกของไทยเคยปฏิบัติมา จิตรกล่าวว่า เรามองเห็นศิลปินที่ไม่ยอมรับรู้ในผลสะท้อนที่ศิลปะมีต่อชีวิตนั้น เลวทรามเสียยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลก ศิลปินที่สักแต่สร้างศิลปะออกมาโดยถือเอาความพึงพอใจของตนเป็นใหญ่ หรือโดยถือเอาการค้าขายหรือเงินตราเป็นใหญ่ โดยไม่ยอมรับผิดชอบต่อผลสะท้อนที่มันจะมีต่อมวลประชาชนก็คือสัตว์ที่เลวทรามที่สุดในสายตาของเรา!” (จิตร ๒๕๔๑; 179) ในเรื่องเงินตราเราคงไม่เถียงกับจิตร แต่การปฏิเสธความสำคัญของ "ส่วนตัว" ในงานศิลปะอาจคับแคบเกินไป เพราะจุดเริ่มต้นของงานศิลปะมักจะมาจากประสบการณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวภายในเสมอ ดังนั้นภารกิจของศิลปินก้าวหน้าน่าจะเป็นการขยายประสบการณ์ส่วนตัวที่ทุกคนมี เพื่อแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ของมนุษย์แต่ละคนมีส่วนคล้ายกันตรงไหนเพราะอะไร คือเราไม่โดดเดี่ยวในสังคม และปัญหาหรือความรู้สึกของเราเป็นปัญหาหรือความรู้สึกที่มาจากสภาพสังคม

ภารกิจโดยทั่วไปขั้นพื้นฐานของศิลปินฝ่ายประชาชนในมุมมอง จิตร ก็คือ สร้างสถานที่ในประวัติศาสตร์แห่งศิลปะให้แก่ประชาชน บุกเบิกและแหวกช่องเพื่อสร้างสถานที่ให้แก่ประชาชนปรากกฏเด่นขึ้นมาในประวัติศาสตร์แห่งศิลปะ ศิลปะและวรรณคดีในยุคก่อน ๆ นั้น วนเวียนอยู่แต่เพียงการฉายสะท้อนภาพชีวิตหรือความคิดฝันของชนชั้นผู้ขูดรีด ที่ถือว่าเป็นวรรณคดีเอกของชาติ ล้วนเป็นหนังสือที่ฉายสะท้อนภาพชีวิตของเจ้าขุนมูลนายในราชสำนัก ภาพของประชาชนทั้งมวลมิได้ปรากฏขึ้นในวรรณคดีเหล่านั้นเลย (จิตร ๒๕๔๑; 192-193)

จิตรเรียกร้องผู้สร้างงานศิลปะว่า เพื่อที่จะสร้างสรรค์ยุคสมัยของประชาชนที่แท้จริง ศิลปินมีหน้าที่อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องศึกษา คุณค่าของประชาชนอย่างใกล้ชิด แล้วสะท้อนถ่ายออกมาแสดงแก่ตาของ (1) ศัตรูของประชาชน เพื่อให้เขาได้ตระหนักชัดถึงคุณค่าแห่งความเป็นคนและคุณค่าแห่งการทำงานของประชาชนที่เขาเคยดูถูกเหยียบย่ำ (2) ประชาชน เพื่อที่จะได้ปลุกให้เขาตื่นขึ้นตระหนักในคุณค่าของตนเอง และเกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นในอันที่จะต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์โลกใหม่ที่เขาต้องการ (จิตร ๒๕๔๑; 208-209) และ ศิลปินจึงจำเป็นต้องชี้ชัดถึงลักษณะอันอัปลักษณ์ของชีวิตที่เป็นอยู่จริงที่มาของความอัปลักษณ์แห่งชีวิตวิธีแก้ไขเปลี่ยนแปลงความอัปลักษณ์แห่งชีวิตให้กลายกลับเป็นความดีงามตัวอย่างอันเจิดจ้าของความดีงามใหม่แห่งชีวิตที่จะมาถึง สรุปก็คือในทัศนะของจิตรภูมิศักดิ์เป้าหมายอันสำคัญยิ่งของศิลปะคือการสร้างความเจริญวัฒนาแก่ชีวิตและสังคม ศิลปะจึงต้องมีบทบาทขจัดแนวคิดที่ล้าหลัง และสร้างแนวคิดก้าวหน้า ศิลปินจำต้องมีสำนึกทางชนชั้น แสดงคุณค่าของประชาชนด้วยทัศนะอันถูกต้อง ศิลปะจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะผนึกกำลังสามัคคีของ ฝ่ายประชาชนทั้งมวลเข้าด้วยกัน (จิตร ๒๕๔๑; 230)

เราคงไม่เถียงกับจิตรว่าศิลปินก้าวหน้าควรเข้าใจการเมืองของผู้ถูกกดขี่ แต่ "ประชาชน" ที่จิตรพูดถึงคือใคร? ถ้าตามแนวสตาลิน-เหมา "ประชาชน" คือกรรมาชีพ ชาวนาย่อย ชาวนาใหญ่ นายทุนน้อยและนายทุนชาติที่รักชาติ การกล่าวอ้างถึงประชาชนอย่างคลุมเครือเป็นที่มาของความสับสนในเวลาต่อมาเพราะมีเป้าหมายในการสร้างแนวร่วมประชาชาติ ที่ประกอบขึ้นจากหลายชนชั้น ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นข้อถกเถียงที่ไม่ยุติเพราะในหมู่ชนชั้นต่างๆ ที่ถือว่าเป็นประชาชนน่าจะมีความขัดแย้งทางชนชั้นหนักพอสมควร ( ใจ ๒๕๔๐; 80 และ ก.ป.ร. "วิธีสร้างพรรคกรรมาชีพของเลนิน"; 14)

1.5 มุมมองมาร์คซิสต์ต่อศีลปะที่แตกต่างจากการวิเคราะห์ของจิตร

ในยุคของการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ตรอทสกี เคยวิจารณ์ข้อเสนอของพวกศิลปินซ้ายจัดในกลุ่ม Proletcult "กลุ่มวัฒนธรรมกรรมาชีพ" ที่ต้องการสร้างงาน "ศีลปะของชนชั้นกรรมาชีพแบบบริสุทธิ์" ศิลปินกลุ่มนี้เคยโจมตีภาพวาดของ Cezanne และ Picasso ว่าเป็นศิลปินที่รับใช้นายทุน

ตรอทสกี แย้งว่า Proletcult ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและชนชั้นตามประวัติศาสตร์ เพราะในสังคมชนชั้น เช่นทุนนิยม กระแสความคิดหลักย่อมมาจากชนชั้นปกครอง ดังนั้นศีลปะของสังคมทุนนิยมย่อมเป็นศีลปะของชนชั้นนายทุน ซึ่งไม่ได้เป็นการพิพากษาว่างามหรือไม่งาม ปัญหาคือในระบบทุนนิยมศิลปินที่ก้าวหน้าไม่สามารถปลีกตัวออกจากระบบที่ดำรงอยู่ได้ จำเป็นต้องเลี้ยงชีพ ไม่ต่างจากกรรมาชีพอื่นๆ ดังนั้นเขาคงต้องผลิตศีลปะแบบทุนนิยมอยู่ดี และแม้แต่ศิลปะกบฏที่เกิดในระบบทุนนิยมก็ถือว่าเป็นผลของทุนนิยมได้ ตรอทสกีอธิบายว่าในระยะยาวหลังจากการปฏิวัติสังคมนิยม ชนชั้นกรรมาชีพจะขึ้นมามีอำนาจ แต่การขึ้นมามีอำนาจครั้งนี้ก็เพื่อจะล้มล้างระบบชนชั้นทั้งหมดและสลายชนชั้นตนเองไปด้วย ดังนั้นในระบบสังคมนิยมศีลปะย่อมไม่เป็นของชนชั้นใดอีกต่อไปเพราะมีการสลายระบบชนชั้น (Trotsky 2001; 83)

ในงานเขียนเกี่ยวกับศีลปะและวัฒนธรรม ตรอทสกี อธิบายว่า "มุมมองมาร์คซิสต์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างศีลปะกับสังคมและคุณประโยชน์ของศีลปะ ไม่ได้อยู่ในกรอบแคบของการออกคำประกาศหรือคำสั่ง เราปฏิเสธข้อเสนอที่ว่าเราต้องถื่อว่าศีลปะปฏิวติใหม่ควรมีแต่เนื้อหาเกี่ยวกับกรรมาชีพเท่านั้น มันเป็นเรื่องไร้สาระอย่างยิ่งที่จะพูดว่าเราเรียกร้องให้นักประพันธ์กล่าวถึงปล่องขวัญโรงงานหรือการลุกขึ้นสู้กับทุนนิยม ถึงแม้ว่าศีลปะใหม่จะต้องนำการต่อสู้ของกรรมาชีพมาเป็นหัวใจของขบวนการอย่างแน่นอน แต่ทิศทางการไถนาของขบวนการศีลปะแบบใหม่ไม่ได้กำหนดอย่างตายตัวกลไกเหมือนการระบายสีตามหมายเลข ตรงกันข้าม ขบวนการใหม่จะต้องไถนานี้ทั้งแปลงในหลากหลายทิศทาง ประเด็นส่วนตัว ไม่ว่าจะลงรายละเอียดปลีกย่อยแค่ไหน มีสิทธิอย่างสมบูรณ์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของศีลปะใหม่ดังกล่าว" (Harrison & Wood 2003; 445)

ในยุคเดียวกัน เลนิน เคยเสนอมติในสภาโซเวียตเกี่ยวกับมุมมองระยะสั้นต่อวรรณคดีและศีลปะที่มีใจความว่า "ลัทธิมาร์คซ์มีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการเป็นลัทธิของชนชั้นกรรมาชีพผู้ปฏิวัติสังคม ทั้งนี้เนื่องจากลัทธิมาร์คซ์ไม่ยอมปฏิเสธส่วนของผลงานชนชั้นนายทุนที่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม ลัทธิมาร์คซ์สามารถกลืนและดัดแปลงผลงานทางปัญญาและวัฒนธรรมของมนุษย์ในรอบสองพันปีที่ผ่านมาที่ถือว่ามีคุณค่า การทำงานของเราในช่วงท้ายของการต่อสู้กับการกดขี่ขูดรีดทุกชนิดจะต้องเป็นการพัฒนาและสารต่อในทิศทางนี้เพื่อสร้างวัฒนธรรมอันแท้จริงของชนชั้นกรรมาชีพ โดยเราจะได้รับแรงบันดาลใจจากพลังการปฏิวัติของกรรมาชีพ" มตินี้ ซึ่งเสนอในปีวันที่ 8 ตุลาคม 1920 มีจุมุ่งหมายเพื่อโจมตีความคับแคบของกลุ่ม Proletcult (Harrison & Wood 2003; 402)

ต่อมาในยุคของเผด็จการสตาลิน สตาลินได้นำคำขวัญเดิมๆ ของศิลปิน Proletcult มาใช้เพื่อให้ดูดีว่ายังยึดถือแนวต่อสู้ทางชนชั้นอยู่ แต่ในความเป็นจริงเป็นการใช้ในลักษณะที่ปราศจากเนื้อหาเดิม เพราะในขณะที่สตาลินเอ่ยถึงศีลปะของชนชั้นกรรมาชีพ และมีการปิดพิพิธภัณฑ์ที่แสดงรูปภาพของ Van Gogh, Matisse และ Picasso ก็มีการสลายการรวมตัวกันอย่างอิสระของศิลปินเพื่อจัดตั้งสหพันธ์ศิลปินของรัฐบาลขึ้นในปี 1932 และอดีตศิลปิน Proletcult หลายคนก็ถูกลงโทษด้วยวิธีการต่างๆ นานา เช่นการสร้างอุปสรรค์ในการเลี้ยงชีพเป็นต้น (Harrison & Wood 2003; 403-417, 672)

ดีเอโก ริเวรา (Diego Rivera) ศิลปินมาร์คซิสต์จากเมกซิโกที่สร้างผลงานภาพวาดบนฝาผนังที่มีชื่อเสียง เสนอในงานเขียน The Revolutionary Spirit in Modern Art เมื่อปี 1932 ว่า "เนื่องจากชนชั้นกรรมาชีพจำเป็นต้องมีศีลปะ ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องยึดศีลปะมาเป็นอาวุธในการต่อสู้ทางชนชั้นโดยต้องต่อสู้ในสองแนวพร้อมกันคือ (1)ต่อสู้กับผลผลิตของนายทุนที่ผลิตภายใต้เงื่อนไขนายทุน และ (2)สู้เพื่อผลิตศีลปะของกรรมาชีพเอง ในกระบวนการนี้ชนชั้นกรรมาชีพจำเป็นต้องใช้ความงดงามในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้น ต้องมีการพัฒนาความละเอียดอ่อนของฝ่ายเรา พร้อมๆ กันนั้นต้องมีการรู้จักเสพสุขจากการใช้ศีลปะนายทุน เพราะชนชั้นดังกล่าวได้เปรียบเราในด้านการผลิตศิลปินที่มีฝีมือ เราไม่ควรรอให้ศิลปินนายทุนเปลี่ยนข้างมาอยู่กับเรา แต่เราต้องผลิตศิลปินของกรรมาชีพเองที่มีฝีมือเหนือกว่าศิลปินนายทุน" (Harrison & Wood 2003; 423)

1.6 สรุปเรื่องจิตรกับศีลปะ

หากศิลปะเป็นเพียงรูปฟอร์มที่เอาเนื้อหามาสอดใส่ตามนิยามของ จิตร ที่ให้เน้นแต่เนื้อหาที่รับใช้ประชาชน ก็เท่ากับหลอกตัวเองอย่างงมงาย สร้างวัฒนธรรมความเชื่อ แบบกลไกที่เป็นวิธีคิดตามลัทธิสตาลินมากกว่าลัทธิมาร์คซ์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ละเอียดอ่อน ไม่สวยก็บอกว่าสวย ฟังไม่ได้ก็ชมว่าไพเราะ แข็งกระด้างก็บอกว่าอ่อนโยนน่าประทับใจ ลามปามไปถึงเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันของนักปฏิวัติสายสตาลินที่ปฏิเสธกระทั่งอารมณ์ ความรู้สึก หลอกตัวเองให้เป็นบุคคลพิเศษ เป็นหุ่นยนต์บ้าง เป็นนักบวชบ้าง แต่เรื่องไม่ควรหยุดอยู่แค่นี้ เพราะนอกจากแนวคิดสายสตาลินจะมีความคัดแย้งระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติที่นำไปสู่ความกลไกดังกล่าวแล้ว แนวคิดสตาลินมีความคัดแย้งอีกรูปแบบหนึ่งดำรงอยู่พร้อมกัน ในมือหรือสมองของนักปฏิวัติทั่วโลกอย่างเช่น จิตร แนวคิดสตาลินไม่ใช่เครื่องมือของผู้ปกครองรัสเซียหรือจีนอย่างเดียว จิตร เองคงไม่ได้เจตนาที่จะใช้แนวคิดนี้เพื่อกดขี่สังคมไทย ตรงกันข้ามผู้เข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีอุดมการณ์เพื่อสังคมที่เสรีและเป็นธรรม ปัญหาคือชุดความคิดที่ตนนำมาใช้ ดังนั้นแนวคิดเรื่องศีลปะของจิตรจะสะท้อนทั้งความกลไกของแนวสตาลินที่มีต่อศีลปะและความพยายามใจบริสุทธิ์ที่จะนำศีลปะมารับใช้มวลชนด้วย

2. จิตร ภูมิศักดิ์ และ สมัคร บุราวาศ

กับวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (Historical Materialism)

2.1 ที่มาของความกลไกของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แบบสตาลิน-เหมา

ทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือของแนวมาร์คซิสต์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ โดยมีการเน้นความสัมพันธ์ระหว่างวิธีเลี้ยงชีพของมนุษย์ในโลกจริง(วัตถุนิยม) กับแนวคิดของมนุษย์ที่นำไปสู่การกระทำหรือการปฏิบัติของคนในการสร้างประวัติศาสตร์ และจุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์คือการทำความเข้าใจเรื่อง "รากฐานเศรษฐกิจกับโครงสร้างส่วนบน" (Base and Superstructure) มาร์คซ์ ในคำนำงานวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Marx 1970;20) เคยอธิบายกระบวนการปฏิวัติสังคมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ดังนี้

ในการผลิตเพื่ออยู่รอดของสังคมมนุษย์ มนุษย์จำต้องเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางการผลิตที่แน่นอนและอิสระจากเจตนาของเขา ความสัมพันธ์ทางการผลิตที่พูดถึงนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับขั้นตอนการพัฒนาของพลังการผลิตในยุคนั้นๆ ภาพรวมของความสัมพันธ์ทางการผลิตเหล่านั้นคือโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมและคือรากฐานที่แท้จริงของโครงสร้างส่วนบนทางกฏหมายและการเมืองของสังคม ซึ่งโครงสร้างส่วนบนนี้จะมีจิตสำนึกเฉพาะของมัน

ในขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนา พลังการผลิตทางวัตถุในสังคมจะเกิดความขัดแย้งกับความสัมพันธ์ทางการผลิตที่มีอยู่ในขณะนั้น หรือถ้าจะใช้ภาษาทางกฎหมาย จะเกิดความขัดแย้งกับความสัมพันธ์ในแง่ทรัพย์สินที่มีอยู่ในขณะนั้น ในอดีตความสัมพันธ์เหล่านี้เคยช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางการผลิต แต่ในยุคใหม่ความสัมพันธ์เก่าจะกลายเป็นอุปสรรค์กับการพัฒนาการผลิตในขั้นตอนต่อไป เมื่อถึงขั้นตอนนี้ ยุคแห่งการปฏิวัติจะเกิดขึ้น

สองย่อหน้าดังกล่าวของ มาร์คซ์ เสนอว่าวิธีการจัดสังคมและแนวคิดของสังคมมีรากฐานจากวิธีเลี้ยงชีพของมนุษย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปวิธีเลี้ยงชีพอาจพัฒนาก้าวไปข้างหน้า ซึ่งจะก่อให้เกิดความคัดแย้งระหว่างวิธีจัดการสังคมและความคิดแบบเก่ากับสิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น และมาร์คซ์อธิบายต่อไปว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะนำไปสู่ยุคแห่งการปฏิวัติสังคม ซึ่งเป็นกระบวนการของการสร้างประวัติศาสตร์ แต่ประเด็นสำคัญคือ มนุษย์ทั้งหลาย ตาสี ตาสา ผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กๆ ล้วนแต่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาวิธีการเลี้ยงชีพ และในการกบฏปฏิวัติพลิกสังคม สิ่งที่ควรเข้าใจคือกระบวนการประวัติศาสตร์มันไม่สามารถเดินหน้าเหมือนเครื่องจักรอย่างอัตโนมัติได้

วิธีการอธิบายประวัติศาสตร์มนุษย์ของลัทธิมาร์คซ์มีจุดเด่นสองจุดคือ ในประการแรกเป็นวิธีอธิบายที่ต่างจากกระแสหลักที่มักเน้นการกระทำของผู้นำหรือบุคคลสำคัญในลักษณะที่เสนอว่าคนคนนั้นคิดค้นทางออกใหม่เพื่อเปลี่ยนสังคมขึ้นมาเองโดยลำพังด้วยความชาญฉลาด นอกจากนี้กระแสหลักจะให้ความสำคัญกับการวิวัฒนาการของความคิดที่นำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างสังคม โดยมองว่าจุดเริ่มต้นของกระบวนการประวัติศาสตร์คือการริเริ่มความคิดใหม่ แต่ลัทธิมาร์คซ์จะอธิบายว่าฐานวัตถุหรือการเลี้ยงชีพของมนุษย์ในโลกจริงต่างหาก ที่เป็นจุดริเริ่มของการก่อตัวของความคิดใหม่ นอกจากนี้ลัทธิมาร์คซ์จะมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเข้าใจได้ต่อเมื่อเรามองภาพรวมของสังคม ไม่ใช่มองแค่ความคิดหรือการกระทำของคนคนเดียว

ในประการที่สอง วิธีอธิบายกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของลัทธิมาร์คซ์เป็นการมองแบบวิภาษวิธีที่ยอมรับทั้งบทบาทของมนุษย์ในการกำหนดอนาคตของตนเอง และข้อจำกัดทางวัตถุแห่งยุคสมัยที่ควบคุมการกระทำของมนุษย์ เช่นมนุษย์ในยุคก่อนทุนนิยมอาจคิดถึงเรื่องความเท่าเทียมในสังคมได้ แต่ไม่สามารถฝันถึงสังคมที่ไม่มีความขาดแคลน เพราะทุนนิยมเป็นระบบแรกที่มีพลังเพียงพอที่จะกำจัดความขาดแคลนได้ ฉะนั้นมาร์คซ์จึงเน้นว่า "มนุษย์เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์แต่ในบริบทของสังคมที่ตนเองไม่ได้เลือก" และยิ่งกว่านั้นการสร้างประวัติศาตร์ของมนุษย์ก็มีผลกลับมาในการเปลี่ยนบริบทของสังคมอีกด้วย พูดง่ายๆ โลกวางกรอบให้เรา เราเปลี่ยนโลก และโลกก็เปลี่ยนเราต่อ

E. H. Carr (1990) นักประวัติศาสตร์มาร์คซิสต์จากอังกฤษ เคยอธิบายว่าบทบาทของปัจเจกกับสังคมรอบตัวแยกออกจากกันไม่ได้ และประวัติศาสตร์คือผลิตผลของสังคมซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งคงที่โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญการกระทำของมนุษย์เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะอาจทำอะไรโดยไม่รู้ตัวว่าทำไปเพื่อเป้าหมายใด เช่นในกรณีการประท้วงต้านเผด็จการ ๑๔ ตุลา ๑๖ ในไทย หลายคนอาจออกมาประท้วงในขั้นตอนแรกเพราะไม่พอใจที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งถูกจับโดยไม่มองไกลกว่านั้นว่าการประท้วงจะนำไปสู่อะไรในที่สุด ยิ่งกว่านั้นเมื่อเผด็จการถูกล้ม คนส่วนใหญ่ไม่มีแบบแผนว่าจะนำอะไรมาแทนที่ในทันที แต่ในเรื่องบทบาทของปัจเจกในประวัติศาสตร์ Carr เตือนเราไม่ให้เข้าใจผิดว่าการกระทำของ มวลชนผู้ไม่มีชื่อต่างจากการกระทำของปัจเจก เพราะมวลชนประกอบไปด้วยความเป็นปัจเจกและความเป็นกลุ่มพร้อมๆ กัน ประวัติศาสตร์จึงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกในสังคมและพลังสังคมที่นำไปสู่การกระทำของปัจเจก นอกจากนี้บทบาทของ ผู้ใหญ่ในประวัติศาสตร์คือปรากฏการณ์ทางสังคมที่สำคัญ แต่ผู้ใหญ่หรือผู้นำดังกล่าวก็เป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงสังคมและผู้กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของสังคมพร้อมๆ กัน

สรุปแล้วในขณะที่นักมาร์คซิสต์เน้นบทบาทของกลุ่มคน เราก็ต้องยอมรับว่าการกระทำของบุคคลสำคัญบางคนในกาลเวลาหนึ่ง อาจมีผลชี้ขาดต่อประวัติศาสตร์ด้วย ตรอทสกีเคยเสนอว่าถ้าไม่มีเลนิน การปฏิวัติ 1917 ในรัสเซียอาจไม่สำเร็จก็ได้ (Trotsky 1977; 343)

ในเรื่องของ "ขั้นตอน" ของประวัติศาสตร์ Carr (1990) ชี้แจงว่าการเสนอสมมุติฐานทางประวัติศาสตร์ ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ของนักมาร์คซิสต์ ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยกฏเหล็กหรือความจริงสมบูรณ์ เราใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อพยายามเข้าใจโลกปัจจุบัน ดังนั้นการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในลักษณะ ขั้นตอนไม่ควรทำในรูปแบบกฏเหล็ก

อย่างไรก็ตามในช่วงหลังชีวิตของ คาร์ล มาร์คซ์ มีคนที่เรียกตัวเองว่านักมาร์คซิสต์สองกลุ่มที่แปรวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มาร์คซิสต์ จากความละเอียดอ่อนของวิภาษวิธีไปเป็นความแข็งทื่อของมุมมองกลไก จุดร่วมของสองกลุ่มนี้คือความต้องการที่จะลดบทบาทของมนุษย์และการต่อสู้ในการอธิบายกระบวนการประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนจุดยืนทางการเมืองของเขาในยุคนั้น (Harman 1998; 10, 24)

กลุ่มแรกคือปัญญาชนของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (S.P.D.) ในเยอรมันก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยเฉพาะ คาร์ล เคาท์สกี (Karl Kautsky) ที่มองว่าประชาธิปไตยทุนนิยมในเยอรมันเปิดทางให้มีการสร้างสังคมนิยมอย่างสันติค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ต้องมีการปฏิวัติ ดังนั้น เคาท์สกี จึงเสนอว่าทุนนิยมเยอรมันย่อมวิวัฒนาการไปสู่สังคมนิยม "อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" ไม่ต้องไปใจร้อนต่อสู้ก็ถึงสังคมนิยมในที่สุดได้ ซึ่งเป็นการมองขั้นตอนประวัติศาสตร์อย่างเป็นกฏเหล็กที่ไร้ความไม่แน่นอนและไร้บทบาทมนุษย์

กลุ่มที่สองที่ใช้ประวัติศาสตร์ในลักษณะกลไกคือแนวสตาลิน-เหมา สาเหตุที่เขาต้องการลดบทบาทของมนุษย์และความไม่แน่นอนทางประวัติศาสตร์ก็เพราะเขาได้กลายเป็นชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดมวลชนในระบบ "ทุนนิยมโดยรัฐ"ของรัสเซียหรือจีน(ใจ ๒๕๔๒; 155) ดังนั้นแนวสตาลิน-เหมามีผลประโยชน์ทางชนชั้นในการเสนอให้มวลชนหยุดนิ่งเพื่อรอการวิวัฒนาการของสังคม แทนที่จะลุกขึ้นสู้ซึ่งอาจท้าทายอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ ในขณะเดียวกันนโยบายต่างประเทศของรัสเซียกับจีนก็จะเน้นการลดความขัดแย้งในเวทีระหว่างประเทศที่จะเป็นภัยต่อรัสเซียหรือจีนอีกด้วย มีการให้ความสำคัญกับการสามัคคีชนชั้นเหนือการปลุกระดมกรรมาชีพสากลให้ปฏิวัติ ดังนั้นแนวสตาลิน-เหมาจึงเสนอให้พรรคคอมมิวนิสต์ต่างประเทศ รวมถึงพรรคของไทยด้วย ขยันสามัคคีชนชั้นกับนายทุนในการต่อสู้เพื่อประชาชาติประชาธิปไตย ซึ่งในประเทศด้อยพัฒนาถูกเสนอว่า "เป็นขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ที่จะนำไปสู่สังคมนิยมในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" นี่คือสาเหตุที่แนวสตาลิน-เหมาปฏิเสธทฤษฏีปฏิวัติถาวรของตรอทสกี (ใจ ๒๕๔๒; 127) และวิทยานิพนธ์เดือนเมษายน 1917 ของเลนิน (ก.ป.ร. วิธีการสร้างพรรคของเลนิน และ สัญชัย ๒๕๔๕; 13) ซึ่งเคยเสนอในมุมมองตรงข้ามว่าการปฏิวัติในประเทศด้อยพัฒนาสามารถกระโดดข้าม "ขั้นตอนทุนนิยมสุกงอม" (ประชาชาติประชาธิปไตย)ไปสู่สังคมนิยมได้ทันที

2.2 วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของสมัคร บุราวาศ

สมัคร บุราวาศ (๒๔๕๙๒๕๑๘) เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับทุนไปศึกษาที่ต่างประเทศ ในประเทศอังกฤษในด้านธรณีวิทยาและการเหมืองแร่ ช่วงที่เขาได้ศึกษาอยู่ที่อังกฤษขณะนั้น นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ ๆ ของอังกฤษในเวลานั้นล้วนแต่อยู่ภายใต้แนวโน้มของความคิดมาร์คซิสต์ เช่น A. B. S. Halden, J. D. Bernal Sage หรือ Rodney Hilton โดยอยู่ในช่วงของการผลิตงานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานทฤษฎีใหม่ของวัตถุนิยมวิภาษ และวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็อยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวของมาร์คซิสต์ ดังนั้นสมัคร ก็ได้รับอิทธิพลจากกลุ่มเหล่านี้เช่นกัน โดยเฉพาะเขาได้รับแนวคิดในแนวสังคมนิยมจาก สมาคมเฟเบี้ยน ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของปัญญาชนเพื่อช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากที่ได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและเสรีนิยม สมาคมนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1884

พอกลับมาอยู่ที่เมืองไทยเขาก็ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนก้าวหน้าต่าง ๆ เช่น กบฎสันติภาพ และเข้าร่วมกลุ่มศึกษาแนวมาร์คซิสต์ของ สุภา ศิริมานนท์ ซึ่งเป็นสายแนวความคิดมาร์คซิสต์ในไทยสายหนึ่งที่ทำหน้าที่เผยแพร่อุดมการณ์ลัทธิมาร์คซ์สู่สังคมไทย ศูนย์กลางของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ภายในมหาวิทยาลัย มีวารสารทำหน้าที่กระจายความคิดไปในวงกว้าง ชื่อว่า อักษรสาสน บทความส่วนใหญ่เขียนโดยนักต่อสู้หัวก้าวหน้าที่ได้รับอิทธิมาร์คซิสต์ทั้งสิ้น โดยไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยตรง ขณะนั้นมีความต้องการคนที่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์อย่างดีเพื่อมารับหน้าที่ แปลงานของ J.V. Stalin เรื่อง วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ สมัครใช้นามแฝงว่า ผู้ยิ่งน้อยในการทำงานชิ้นนี้ และจากการรับงานนี้มาทำให้เขาก็ได้รับอิทธิพลแนวความคิดลัทธิสตาลินมาเสริมแนวจากเฟเบี้ยนจากอังกฤษ จุดเด่นในงานโดยรวมของสมัครนั้นคือ เขาพยายามพูดถึงภาพรวมในเรื่องของพัฒนาการต่าง ๆ ทั้งที่เป็นแนวความคิดหรือระบบการผลิต โดยที่ส่วนต่างๆ ล้วนแต่ส่งผลซึ่งกันและกัน และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นรุ่นแรก ๆ ที่พยายามแบ่งแยกความคิดที่ใช้มองโลก หรือ แบ่งแยกปรัชญาออกเป็นสองสาย ระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา โดยปรัชญาสองสายนี้ให้ผลประโยชน์แก่กลุ่มชนตามการสังกัดทางชน

ในการวิเคราะห์สังคมนั้น เขาได้ใช้กรอบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มองสภาพของสังคมของไทย และงานของสมัคร ก็ได้ส่งผลกับจิตร ภูมิศักดิ์ อย่างลึกซึ้ง เช่น การวิจารณ์ศาสนา หรือแม้กระทั่งงานทางด้านวิชาการประวัติศาสตร์ในลักษณะของการสืบค้น ทางตำนาน ปรัมปรา โฉมหน้าศักดินาไทย “ ……….เช่น ในการแบ่งยุคทางสังคมเขาได้ยึดถือแนวทางตามที่ ลัทธิสตาลินได้แบ่งไว้ คือ ยุคบุพกาล ยุคทาส ยุคศักดินา ยุคทุนนิยม ยุคสังคมนิยม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ลักษณะการวิเคราะห์มีความเป็นกลไกและเป็นแบบเส้นตรง โดยมองว่าพัฒนาการทางสังคมในโลกใบนี้จะเป็นเหมือนกันหมด การเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้ เช่น การปฏิวัติไปสู่สังคมนิยมไม่สามารถทำได้ถ้าประเทศไทยถ้าไม่เป็นทุนนิยมเต็มตัว เขาได้เน้นย้ำเสมอในเรื่องของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ว่ามันเหมือนกันทั่วโลก ในหนังสือหลายเล่มของเขาเมื่อเขาพูดถึงสภาพสังคมยุคต่าง ๆ ของตะวันตก เขาจะเปรียบเทียบกับตะวันออกโดยยกเอาอินเดียขึ้นมาเสมอ ๆ ในการแบ่งขั้นตอนทางประวัติศาสตร์นั้น จะขอยกคำอธิบายเกี่ยวกับการพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาเป็นตัวอย่าง ซึ่งคำอธิบายชนิดนี้ในยุคปัจจุบันถ้าเอามาใช้ ค่อนข้างมีขีดจำกัดสูงมากทีเดียว

นักวิทยาศาสตร์สังคมสำรวจสังคมในปัจจุบันก็ด้วยความปราถนาที่จะรวบรวมวิวัฒนาการสังคมจากต้นจนปลายขึ้น ดังที่เคยกระทำแก่พืชและสัตว์ ทั้งนี้เขาย่อมถือสมมติฐานที่ว่าสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นของเชื้อชาติใด ไม่ว่าจะต้องอยู่ ณ ส่วนใดของโลกจะพัฒนาไปตามกฎอย่างเดียวกันหมด และกฎนี้ก็เป็นกฎวิทยาศาสตร์สังคม เช่นเดียวกับกฎวิวัฒนาการในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และได้เอากฎแห่งวิวัฒนาการของสังคมมาทำเป็นปรัชญาสังคม” (สมัคร บุราวาศ ๒๕๔๐; 294)

ซึ่งข้อสรุปเช่นนี้นำมาสู่การสร้างขั้นตอนของกฎพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แข็งทื่อ ถ้ามองจากอีกด้านหนึ่งอาจมองว่าเป็นการกระทำของแนวสตาลินเพื่อเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงและสกัดกั้นหนทางที่นำไปสู่การปฏิวัติสู่สังคมนิยมในระยะสั้น (ทั้งๆ ที่คงจะไม่ใช่เจตนาของคนอย่างสมัครที่จะทำอย่างนั้น) เพราะมีการเสนอว่าการนำทฤษฎีไปปฏิบัติด้วยวิธีการ ชิงสุกก่อนห่ามหรือข้ามขั้นตอนเป็นการเปิดโอกาสให้อำนาจเก่าเข้ามาก่อการปราบปรามได้ง่าย

2.3 จิตร ภูมิศักดิ์ กับ "โฉมหน้าศักดินาไทย"

หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ของจิตรภูมิศักดิ์ เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ปลุกใจการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวในยุคหลัง ๑๔ ตุลา เพราะเป็นหนังสือที่กล้าประณามความป่าเถื่อน การกดขี่ และความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยที่ไม่ติดกรอบนิยายรักผู้นำชั้นสูงของชนชั้นปกครอง นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามของจิตรที่จะวิเคราะห์ประวัติศาสตร์สังคมไทยอย่างเป็นระบบจากมุมมองของผู้ถูกกดขี่ขูดรีด ก่อนหน้านั้นหนังสือประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่เป็นแนวของชนชั้นปกครอง ในขณะที่ฝ่ายซ้ายไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือปัญญาชนไม่สังกัดพรรค อย่างเช่นสุภา ศิริมานนท์ สมัคร บุราวาศ หรือกุหลาบ สายประดิษฐ์ ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ไทยจากมุมมองมาร์คซิสต์แต่อย่างใด ดังนั้นงานของจิตรชิ้นนี้และชิ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้เป็นงานบุกเบิกที่สำคัญอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เราต้องกล้าฟันธงไปว่า ด้วยเหตุที่จิตรมีข้อจำกัดหลายประการ หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" เป็นหนังสือที่วิเคราะห์ระบบศักดินาไทยอย่างผิดพลาด และไม่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาความเข้าใจของเราในยุคนี้ได้

จิตร ภูมิศักดิ์ วิเคราะห์ระบบศักดินาไทย หรือระบบก่อนทุนนิยมในไทย ว่าเป็นระบบ "อำนาจในการครอบครองที่ดินอันเป็นปัจจัยการผลิต" (จิตร ๒๕๓๙; 362) จิตรมองว่าระบบศักดินาเริ่มจากระบบกระจายอำนาจทางการเมืองและลงเอยด้วยการรวบอำนาจ (จิตร ๒๕๓๙; 371) โดยที่พระเจ้าแผ่นดินกลายเป็นเจ้าของที่ดินทั้งปวงและปกครองในลักษณะ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" (จิตร ๒๕๓๙; 369)

ในความเป็นจริง ระบบศักดินาไทยเป็นระบบที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเลย เพราะการครอบครองที่ดินไม่มีความหมายสำหรับการควบคุมปัจจัยการผลิต ในเมื่อเมืองสยามมีที่ดินล้นฟ้า ถ้าดูตัวเลขความหนาแน่นของประชากรแล้วจะเข้าใจ เพราะในค.ศ. 1904 คาดว่ามีประชาชนแค่ 11 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตรในไทย ซึ่งเทียบกับ 73 คนในอินเดีย และ 21 คนในอินโดนีเซีย (ฉัตรทิพย์ ๒๕๒๘; 28) การเกณฑ์แรงงานบังคับในลักษณะทาสและไพร่และการทำสงครามเพื่อกวาดต้อนเชลยศึกจึงเป็นวิธีการหลักในการควบคุมปัจจัยการผลิตแทนการถือครองที่ดิน (แล ๒๕๒๒, คึกฤทธิ์ ๒๕๑๖, ศุภรัตน์ ๒๕๒๗, ชัยอนันต์ ๒๕๑๙, ฉัตรทิพย์ ๒๕๒๘, ใจ ๒๕๔๓; 13) นอกจากนี้กฏหมายเกี่ยวกับการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่เคยมีในสมัยศักดินา และรัชกาลที่ ๕ ต้องร่างกฏหมายนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อยกเลิกระบบไพร่และระบบทาส (Rajchagool 1994) ดังนั้นการที่พระเจ้าแผ่นดินประกาศว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดในยุคศักดินาไม่มีความหมายมากนัก เพราะไม่สามารถใช้การครอบครองที่ดินเพื่อสร้างผลประโยชน์ได้ เช่นขายให้คนอื่น หรือกู้เงินโดยเอาที่ดินเป็นหลักประกัน และยศศักดิ์ในระบบศักดินา ที่กำหนดขั้นของบุคคลในสังคมตามการถือครองที่ดิน (จิตร ๒๕๓๙; 423) น่าจะไม่มีความหมายที่เกี่ยวกับที่ดินโดยตรง เพราะแม้แต่ขอทานและทาสก็มียศที่ดิน ๕ ไร่ตามยศศักดิ์ และคนที่มีที่ดิน ๕ ไร่ ไม่น่าจะเป็นขอทานหรือทาส

ระบบศักดินาไม่ใช่ระบบเดียวกับระบบฟิวเดอล และไม่ใช่ระบบเดียวกับระบบทาสของยุโรปด้วย แต่เป็นระบบก่อนทุนนิยมในสังคมส่วนหนึ่งของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สาระสำคัญคือมีการปกครองแบบกระจายอำนาจ มีการควบคุมแรงงานบังคับ และมีการใช้ทาส (ใจ ๒๕๔๓; 13) นอกจากนี้ศักดินาไม่ใช่ระบบเดียวกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่๕ (Rajchagool 1994) และเป็นระบบการปกครองรวมศูนย์ภายในกรอบรัฐชาติ ที่ใช้แรงงานรับจ้าง เพื่อตอบสนองการสะสมทุน (ใจ ๒๕๔๓; 29) พูดง่ายๆ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นรูปแบบรัฐทุนนิยมรูปแบบแรกของไทย

รากฐานของปัญหาในการวิเคราะห์ระบบศักดินาของจิตรคือ เขานำขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ก่อนทุนนิยมที่มาร์คซ์เคยเสนอสำหรับยุโรปตะวันตก มาสวมกระบวนการประวัติศาสตร์ของไทยในลักษณะกฏเหล็กอย่างกลไก ดังนั้นสำหรับจิตร ระบบศักดินาคือระบบเดียวกันกับระบบฟิวเดอล์ในยุโรป และเป็นระบบที่วิวัฒนาการมาจาก "ยุคทาส" (จิตร ๒๕๓๙; 381, 396) แต่ มาร์คซ์ ไม่เคยเสนอเลยว่าขั้นตอนของประวัติศาสตร์ก่อนทุนนิยมจะเหมือนกันทั่วโลก เพราะระบบทุนนิยมเป็นระบบแรกที่มีการสร้างมาตรฐานร่วมแบบโลกาภิวัฒน์ คือเป็นระบบแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ทำให้ทุกส่วนของโลกคล้ายคลึงกันไปหมดในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

2.4 ความพยายามที่จะฝ่าความกลไก

สุภา ศิริมานนท์ เป็นปัญญาชนมาร์คซิสต์ของไทยที่อิสระจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และอาจเป็นคนไทยคนแรกที่ศึกษางานของมาร์คซ์และเองเกิลส์จากภาษาอังกฤษโดยตรงอย่างเป็นระบบ (Kasian Tejapira 2001; 9) ดังนั้นถ้าเราไปดูงานของ สุภา เราจะค้นพบความละเอียดอ่อนแบบวิภาษวิธีมาร์คซิสต์ในการอธิบายประวัติศาสตร์ เช่นในงาน "มาร์กซจงใจพิสูจน์อะไรฯ" ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกในปี ๒๕๑๘ มีการอธิบายว่ามนุษย์เราสร้างประวัติศาสตร์ของเราเอง แต่ในขณะเดียวกันมิได้สร้างประวัติศาสตร์ในภาวะแวดล้อมที่ตนเองเป็นผู้เลือก (สุภา ๒๕๓๐; 13) สุภา อธิบายต่อไปว่าเราต้องสร้างสังคมใหม่ที่ดีงามทั้งๆ ที่เรายังยืนอยู่บนความโสโครกของสังคมเก่า และมนุษย์ผู้ที่จะต้องสร้างสังคมใหม่นี้ ไม่ใช่ว่าจะขาวสะอาดจากความโสโครกปัจจุบัน ดังนั้นการปรับตัวของมนุษย์ย่อมเกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ ซึ่งมุมมองนี้แสดงให้เห็นว่านักต่อสู้มาร์คซิสต์ไม่ได้หวังจะเป็นนักบวช แต่หวังจะทำในสิ่งที่ดีที่สุดท่ามกลางโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น

ในเรื่องของการนำทฤษฎีมาใช้ สุภาอธิบายว่านักมาร์คซิสต์มองสองด้านตลอดเวลา แบบวิภาษวิธี (สุภา ๒๕๓๐; 30) แต่การมองสองด้านที่พูดถึงนี้ไม่ได้แปลว่าควรประนีประนอมกับแนวคิดนายทุน การมองสองด้านคือวิธีการวิเคราะห์สถานการณ์ที่มีความขัดแย้งสลับสับซ้อนในตัวโดยมองภาพองค์รวม และความสำคัญของการใช้วิภาษวิธีไม่ใช่เพื่อสร้างการวิเคราะห์แบบละเอียดอ่อนในมิติเดียวเท่านั้น แต่การที่วิภาษวิธีมองว่า "การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ" (ดู ก.ป.ร. ๒๕๔๔; 25, สุภา ๒๕๔๐; 89) มีผลทำให้แนวคิดมาร์คซิสต์ยากที่จะล้าสมัยได้ เพราะจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์คือการถือว่าโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของสุภาเมื่อเทียบกับจิตร คือไม่มีความพยายามในการนำแนวมาร์คซิสต์มาวิเคราะห์สังคมไทย ดังนั้นการประสานทฤษฎีกับการปฏิบัติจึงไม่เกิด

ในเรื่องความทันสมัยของแนวคิดมาร์คซ์ สุรพงษ์ ชัยนาม (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 89) อธิบายว่าการนิยามชนชั้นของแนวมาร์คซิสต์ไม่ใช่สิ่งตายตัวที่ไม่พิจารณาการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงของทุนนิยม เพราะชนชั้นสะท้อนการพัฒนาของระบบทุนนิยมเสมอ ดังนั้นคำกล่าวหาของพวกอดีตมาร์คซิสต์ไทยยุคนี้ ที่เสนอว่า "ชนชั้นในสมัยมาร์คซ์ไม่เหมือนรูปแบบชนชั้นในยุคปัจจุบัน" จึงไร้สาระและขาดน้ำหนักในการวิจารณ์แนวมาร์คซิสต์ ไม่มีมาร์คซิสต์ที่ไหนที่เสนอว่าชนชั้นกรรมาชีพในยุคมาร์คซ์เหมือนชนชั้นกรรมาชีพในปัจจุบันทุกประการ แต่สาระสำคัญคือ กรรมาชีพยังถูกแยกออกจากการคุมปัจจัยการผลิต และกรรมาชีพมีพลังมากขึ้นที่จะเปลี่ยนสังคมทุนนิยมในสมัยนี้ เพราะมีการเพิ่มจำนวนและฝีมือความสามารถของกรรมาชีพทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

สุรพงษ์ ชัยนาม เป็นนักคิดฝ่ายซ้ายรุ่นใหม่ ถ้าเทียบกับสุภา แต่มีจุดร่วมกับสุภา ตรงที่ศึกษาอ่านงานของนักมาร์คซิสต์ตะวันตกโดยตรง ไม่ได้อาศัยงานชั้นสอง โดยเฉพาะงานที่ปรากฏออกมาใหม่ๆ ในยุคหลัง เช่นงานของ อันโตนิโอ กรัมชี่ สุรพงษ์ ถึงกับพูดว่า กรัมชี่ เป็นศาสดาของเขา (สัมภาษณ์ สุรพงษ์ ๒๕๔๕) ในยุคทศวรรษที่ 70 สุรพงษ์ ได้รับอิทธิพลจากขบวนการ "ซ้ายใหม่" ต่อต้านเผด็จการสตาลิน ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการกบฏในยุโรปยุค 1968 งานของสุรพงษ์จึงมีการนำเสนอที่เน้นเสรีภาพ และความละเอียดอ่อน แทนความคับแคบและกลไกของแนวสตาลิน

ในการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างฐานการผลิตแบบวัตถุ (Base) กับโครงสร้างส่วนบน (Superstructure) เช่นในเรื่องของการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนสังคมที่กระทำภายใต้เงื่อนไขต่างๆ สุรพงษ์ อธิบายว่านักมาร์คซิสต์ต้องเข้าใจว่ามันมีสองปัจจัยหลักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นั้นคือปัจจัยด้านวัตถุ (สภาพสังคมและระบบการผลิต) และบทบาทของมนุษย์ (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 83) สุรพงษ์ พยายามเน้นความสำคัญของมนุษย์เพื่อเป็นการคัดค้านแนวกลไกของสตาลินที่มองว่าการวิวัฒนาการของสังคมเป็นไปอย่างอัตโนมัติแบบที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด "ซ้ายใหม่" จากยุโรป สุรพงษ์ เสนอว่า "มนุษย์ย่อมสำคัญกว่าสิ่งไม่มีชีวิต" และทฤษฎีต่างๆ กลายเป็นพลังทางวัตถุในการเปลี่ยนโลกจริงได้ก็ต่อเมื่อมีการยึดเหนี่ยวทฤษฎีโดยมวลชนที่มีชีวิต ซึ่งแน่นอนขึ้นอยู่กับภาวะวัตถุวิสัย (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 83) การนำเสนอแนวคิดในรูปแบบนี้ นอกจากจะชี้แจงความสำคัญของบทบาทมนุษย์แล้ว ยังเป็นการคัดค้านแนวคิดประเภท "ผลกำหนดล่วงหน้าตายตัว" ของพวกจิตนิยมที่เชื่อเรื่อง "กรรม" และพวกวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แบบกลไกที่เชื่อเรื่อง "กฏเหล็ก"

ตัวอย่างของแนว "ผลกำหนดล่วงน่าตายตัว" ในไทยมีอะไรบ้าง? ถ้าพิจารณาศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นแนวคิดจิตนิยม ก็จะมีการพูดถึงสภาพปัจจุบันที่มาจากการก่อกรรมในอดีต และในกรณีแนวคิดกลไกวัตถุนิยมแบบ สตาลิน ของ พ.ค.ท. ก็จะมีการนำเสนอว่าสังคมทุกประเทศย่อมก้าวสู่สังคมนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในรูปธรรมหมายความว่าเราไม่ต้องไปทุ่มเทหรือกังวลกับการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมเท่าไร อย่างที่อธิบายไปแล้ว ดังนั้นการคัดค้านแนว "ผลกำหนดล่วงหน้า" เป็นการย้ำว่าแนวมาร์คซิสต์มองว่าไม่มีหลักประกันว่าการปฏิวัติจะได้รับชัยชนะ (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 103) ซึ่งในรูปธรรมหมายความว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาและการถกเถียงในประเด็นต่างๆ เช่นวิธีการต่อสู้ วิธีการจัดตั้งพรรค และสภาพทางวัตถุในโลกจริงโดยการยอมรับความจริง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่างานของสุรพงษ์จะปราศจากการวิเคราะห์แบบกลไกทั้งหมด ในการนำเสนอเรื่องการวิวัฒนาการของสังคมไทย มีการลอกแม่แบบที่ พ.ค.ท. จิตร และสายสตาลิน-เหมาใช้ โดยนำเสนอว่าระบบศักดินาไทยเป็นระบบเดียวกันกับระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และยังเป็นระบบเดียวกันกับระบบการผลิตแบบเอเซีย(Asiatic Mode of Production) ของมาร์คซ์ด้วย! (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 55, สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 219) ซึ่งเป็นการพยายามนำกรอบของการวิวัฒนาการสังคมยุโรปตะวันตกมายัดใส่ประวัติศาสตร์ไทย หรือการนำข้อเสนอบางอย่างของมาร์คซ์มาใช้โดยไม่มีการวิเคราะห์ลึก (ดู ใจและคณะ ๒๕๔๓; 13) การที่ สุรพงษ์ ได้รับอิทธิพลจาก พ.ค.ท. ในเรื่องการวิเคราะห์ขั้นตอนต่างๆ ของสังคมไทย ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเพราะ พ.ค.ท. มีการจัดตั้งเพื่อถ่ายทอดแนวคิดไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ซึ่งต่างจากนักคิดนักเขียนฝ่ายซ้ายอิสระในไทย (Somsak Jeamteerasakul 1991; 15)

นอกจากนี้การวิเคราะห์สังคมไทยแบบนี้ของสุรพงษ์มีปัญหาหลายประการเมื่อขยายต่อไปสู่การอธิบายสังคมปัจจุบันเช่น

1) มีการเสนอว่าระบบศักดินาและการเข้ามาของเจ้าอณานิคมตะวันตกเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนนิยมในไทย โดยมองว่าทุนนิยมต้องก่อกำเนิดจากภายใน คือจากชนชั้นชาวเมืองเสรีในลักษณะเดียวกับอังกฤษเสมอ (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 218) แต่ในความเป็นจริงหลังจากที่มีการสถาปนาทุนนิยมในประเทศสำคัญๆ หลายประเทศ ระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์จะเป็นแรงผลักดันหลักที่ก่อให้เกิดการปรับตัวไปสู่ทุนนิยมในประเทศด้อยพัฒนา นอกจากนี้ในเรื่องความล้าหลังของระบบไทย ที่นำมาอธิบายว่าทำไมไทยไม่พัฒนาทุนนิยม Chris Harman นักมาร์คซิสต์อังกฤษ อธิบายว่าความล้าหลังและความอ่อนแอของระบบการปกครองในยุโรปตะวันตกอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่เอื้ออำนวยให้ชนชั้นนายทุนก่อตัวขึ้นมาได้เร็ว ดังนั้นสังคมก้าวหน้าและเข้มแข็งของจีนหรืออินเดียในยุคต่างๆ เมื่อเทียบกับยุโรปตะวันตก อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการห้ามปรามและทำลายการวิวัฒนาการของชนชั้นนายทุนในเอเซีย (Harman 1999; 113) พูดง่ายๆ บ่อยครั้งระบบที่ทันสมัยที่สุดจะกำเนิดขึ้นในส่วนของโลกที่ล้าหลังที่สุดได้

2) มีการมองข้ามพลวัตการเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยเองที่นำไปสู่ความทันสมัย พลวัตนี้มาจากความขัดแย้งทางชนชั้นหลายระดับ แต่สุรพงษ์มีการสรุปในงานที่เขียนก่อนหน้าการลุกฮือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ประมาณสองสามเดือน ตามอย่าง Fred Riggs (1966)ว่า คนชั้นล่างในไทยไม่เคยมีบทบาทในการเปลี่ยนสังคมไทย (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 58) และมีการมองว่า การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในระดับบนที่ไม่มีส่วนร่วมจากมวลชน (สุรพงษ์ ๒๕๑๗; 104) ซึ่งมุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด พ.ค.ท. ที่ลดความสำคัญของ ๒๔๗๕ ด้วย(Kasian Tejapira 2001; 35) อย่างไรก็ตามความคิดที่ลดบทบาทของผู้น้อยในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ถูกแย้งในปัจจุบันจากงานของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (๒๕๔๐)

อีกปัญหาหนึ่งของงานสุรพงษ์คือความสับสนในการวิเคราะห์ระบบสตาลินหรือเหมา สำหรับสุรพงษ์ประเทศ "สังคมนิยม" คือ "ทางผ่านไปสู่สังคมนิยม" และการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนที่ทำลายศีลปะแบบเก่าๆ ด้วยความคิดคับแคบคือการปฏิวัติแบบ"มาร์คซิสต์" และสุรพงษ์มองว่าการปฏิวัติจีนเป็นแนวมาร์คซิสต์ เพราะใช้ "อุดมการณ์กรรมาชีพ" (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 5 และ 115) ทั้งๆ ที่ชนชั้นกรรมาชีพไม่มีส่วนในการปฏิวัติจีนแต่อย่างใด (Harris 1978, Hore 1991) นอกจากนี้สุรพงษ์มองเหมือน "ซ้ายใหม่" จากยุโรปหลายคนว่า การทำงานแบบเลนินนำไปสู่เด็จการของสตาลิน (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 169) อย่างไรก็ตามสุรพงษ์ยอมรับว่าเลนินเคยวิจารณ์สตาลิน โดยที่เลนินเตือนให้ระวังการเข้ามาของระบบราชการในรัสเซียแทนอำนาจของชนชั้นกรรมาชีพ (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 177) ในส่วนนี้สุรพงษ์เพิ่มเติมว่ารัสเซียเป็น "เผด็จการเหนือกรรมาชีพ" ไม่ใช่เผด็จการของกรรมาชีพ (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 142) และยิ่งกว่านั้นมีการเสนอว่าลัทธิสตาลินทำลายสังคมนิยม โดยการนำเผด็จการไปยัดเยียดให้ยุโรปตะวันออก (สุรพงษ์ ๒๕๒๔; 176)

สรุป

นักมาร์คซิสต์ไทยในยุคปัจจุบันมักจะพบคำวิจารณ์จากอดีตฝ่ายซ้าย หรือจากแนวอนาธิปไตย-กรีน-โพสธโมเดอร์น ว่าเรา (๑) วิเคราะห์อะไรแบบแข็งทื่อและกลไกที่มองข้ามหลายปัญหาของสังคม และ(๒) เราหมกมุ่นอยู่กับเรื่อง "ปัญหาลัทธิสตาลิน" มากเกินไป เพราะ "การโยนความผิดทั้งหมดของสังคมนิยมในรัสเซียหรือจีนให้กับสตาลินไม่ค่อยอธิบายอะไร" บทนี้พยายามแย้งทั้งสองข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในประการแรกใครที่ศึกษาแนวมาร์คซิสต์โดยตรงจากนักมาร์คซิสต์ยุคต่างๆ แทนที่จะศึกษาลัทธิมาร์คซ์จากงานชั้นสองหรือชั้นสามที่เป็นการตีความโดยคนที่ต่อต้านมาร์คซิสต์ จะพบความละเอียดอ่อนของแนวคิดวิภาษวิธีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ และถ้าเราศึกษาบรรพบุรุษนักสังคมนิยมไทยที่ไม่สังกัด พ.ค.ท. เราจะเห็นแววของความละเอียดอ่อนในการวิเคราะห์แบบนี้ด้วย

ในประการที่สอง จากการนำเสนอในบทนี้ เราจะเห็นได้ว่าการต่อสู้กับปัญหาความกลไกในแนวคิดของฝ่ายซ้ายไทย ผูกพันอย่างใกล้ชิดกับอิทธิพลของแนวความคิดสตาลิน-เหมา ถ้าเราไม่วิเคราะห์แนวสตาลิน-เหมาและอิทธิพลของมันผ่าน พ.ค.ท. เราจะไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมนักสู้ผู้กล้าหาญอย่างจิตร ภูมิศักดิ์ ที่พยายามวิเคราะห์สังคมไทยเพื่อเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น สามารถตกหลุมของความกลไกได้

หนังสืออ้างอิง

กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน (กปร.) "วิธีสร้างพรรคกรรมาชีพของเลนิน"

กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน (๒๕๔๔) "สังคมนิยมจากล่างสู่บน"

คึกฤทธิ์ ปราโมช (๒๕๑๖) สังคมสมัยอยุธยาประวัติศาสตร์และการเมือง สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จิตร ภูมิศักดิ์ หรือ สมสมัย ศรีศูทรพรรณ (๒๕๓๙) "โฉมหน้าศักดินาไทย" สำนักพิมพ์นกฮูก

จิตร ภูมิศักดิ์ (๒๕๔๑) ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชนพิมพ์ครั้งที่ 8 สำนักพิมพ์ศรีปัญญา กรุงเทพฯ

ใจ อึ้งภากรณ์ (๒๕๔๐) สังคมนิยมและทุนนิยมในโลกปัจจุบัน ชมรมหนังสือ ประชาธิปไตยแรงาน กรุงเทพฯ

ใจ อึ้งภากรณ์ (๒๕๔๒) บรรณาธิการ อะไรนะลัทธิมาร์คซ์เล่ม๑ ชมรมหนังสือ ประชาธิปไตยแรงงาน กรุงเทพฯ

ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ (๒๕๔๓) "การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์" ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน กรุงเทพฯ

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (๒๕๒๘) เศรษฐศาสตร์หมู่บ้านไทยในอดีตสำนักพิมพ์สร้างสรรค์

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (๒๕๑๙) ศักดินากับการพัฒนาการของสังคมไทยนำอักษรการพิมพ์

ทัศนศิลป (๒๕๔๒) จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (๒๕๔๐) "การปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕" สำนักพิมพ์อมรินทร์วิชาการ

แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย หนังสือ "สร้างสานตำนานศิลป์ ๒๐ ปี ๒๕๑๗-๒๕๓๗ "

ยังดี วจีจันทร์ (๒๕๓๕) อยากให้คุณเป็นผู้แพ้บริษัท ต้นอ้อ จำกัด

แล ดิลกวิทยรัตน์ (๒๕๒๒) วิถีการผลิตแบบเอเซียกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์แห่งความด้อยพัฒนาของสังคมไทยวารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ ๙ (๑), ๘๗-๙๘

ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล (๒๕๒๗) ระบบศักดินา ใน ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. ๒๔๘๔

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา กับ สมภพ มานะรังสรรค์ (บรรณาธิการ) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

สมัคร บุราวาส. (๒๕๔๐) ปัญญาวิวัฒน์ศยาม กรุงเทพฯ

สัญชัย สุวังบุตร (๒๕๔๕) "ประวัติศาสตร์โซเวียตสมัยเลนิน 1917-1924" ศักดิโสภาการพิมพ์

สุภา ศิริมานนท์ (๒๕๓๐) "มาร์กซจงใจจะพิสูจน์อะไร อย่างไร?" สำนักพิมพ์ชาวอักษร

สุรพงษ์ ชัยนาม (๒๕๑๗) "ใครเป็นซ้าย?" กลุ่มหนังสือสัจจะ

สุรพงษ์ ชัยนาม (๒๕๒๔) "มาร์กซ์และสังคมนิยม" ปาจารยสาร-เคล็ตไทย

Carr, E. H. (1990) What is History? Penguin Books, U.K.

Harman, C. (1998) Marxism and History. Bookmarks, London, U.K.

Harman, C. (1999) A people's history of the world. Bookmarks, London, U.K.

Harris, Nigel (1978) The Mandate of Heaven. Marx and Mao in Modern China. Quartet Books, London.

Harrison, Charles & Wood, Paul (2003) Art in Theory 1900-2000. An anthology of changes in ideas. Blackwell Publishers, Oxford.

Hore, C. (1991) The road to Tiananmen Square. Bookmarks, London.

Jeamteerasakul, Somsak (1991) The Communist Movement in Thailand. PhD Thesis, Department of Politics, Monash University.

Marx, K. (1970) Preface to a Contribution to the Critique of Political Economy. Progress Books, Moscow. Molynevx, J. (1998) The Legitimacy of modern art.. International Socialism Journal # 80 (SWP-UK), pp71-

101.

Rajchagool, Chaiyan (1994) The rise and fall of the absolute monarchy. White Lotus, Bangkok.

Riggs, F. (1966) Thailand. The modernisation of a bureaucratic polity. East West Press, U.S.A.

Tejapira, Kasian (2001) Commodifying Marxism. The formulation of modern Thai radical culture 1927-1958. Kyoto University Press and Trans Pacific Press.

Trotsky, L. (1977) The History of the Russian Revolution. Pluto Press, London, U.K.

Trotsky, L. (1991) Literature and revolution. Red Words, London, U.K.

Trotsky, L. (2001) Art and Revolution. Pathfinder Press, U.S.A.

ภาค ผนวก

นิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค

และปัญหากลไก โดย คาร์ล มาร์คซ์

แนะนำนิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค - โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

มาร์คซ์ ชมนัก วัตถุนิยมชื่อ ฟอยเออร์บัค ว่าให้ประโยชน์กับเราตรงที่ท้าทายพวก จิตนิยมที่เน้นความคิดเหนือความจริงในโลก แต่มาร์คซ์วิจารณ์เขาต่อไปว่ามักมองอะไรด้านเดียวอย่างกลไก คือมองว่าโลกเราเป็นแค่วัตถุ และมองว่าความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดด้านเดียวจากโลกวัตถุเท่านั้น เพราะฟอยเออร์บัคไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถของมนุษย์ที่จะคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก ในตอนท้ายสุดมาร์คซ์เสนอว่าในอดีตนักปรัชญาวัตถุนิยมได้แต่พยายามอธิบายโลกจริงที่เห็นอยู่ แต่ผู้ไม่เคยสนใจความสามารถของมนุษย์ที่จะเปลี่ยนโลกจะไม่เข้าใจธาตุแท้ของโลกเรา และนักปรัชญาเหล่านี้จะไม่มีทางนำปรัชญาของเขามาใช้ในการสร้างโลกใหม่ได้ถ้าไม่ทำงานในภาคปฏิบัติ พูดง่ายๆ ถึงแม้ว่าทฤษฎีเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ นักวิชาการในหอคอยงาช้างที่ไม่ลงมาปฏิบัติในโลกจริง จะไม่มีวันเข้าใจโลกจริงได้ และจะไม่มีประโยชน์สำหรับขบวนการทางสังคมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกด้วย ข้อเสนอนี้ท้าทายแนวโพสต์โมเดอร์นในยุคปัจจุบันมากพอสมควร

มาร์คซ์มองว่าเวลามนุษย์ปฏิบัติในโลกจริงจะเกิดสองสิ่งขึ้นพร้อมกันคือ (1)ความคิดของมนุษย์กลายเป็นพลังทางวัตถุที่มีตัวตนและเปลี่ยนโลกได้ และ (2)ความจริงทางวัตถุในโลกที่เราสัมผัสอยู่จะถูกแปรไปเป็นความนึกคิดหรือภาพฝัน ทั้งนี้เนื่องจากการกระทำอะไรทั้งหลายของมนุษย์มีสององค์ประกอบที่แยกออกจากกันไม่ได้คือ วัตถุในโลกจริงที่อยู่นอกร่างกายมนุษย์ และกระบวนการทางจิตใจในการสัมผัสและนึกคิดของมนุษย์ เดิมทีพวกวัตถุนิยมกลไกจะมองว่ามนุษย์เป็นแค่วัตถุที่ถูกกระทำในโลกจริง ส่วนพวกจิตนิยมจะมองว่ามนุษย์เป็นผู้กระทำฝ่ายเดียว โดยใช้พลังทางจิตใจที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกจริง แต่วิภาษวิธีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของมาร์คซ์จะสามารถสังเคราะห์จุดยืนสองขั้วดังกล่าวไว้ด้วยกันได้ คือมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกจริง ความคิดเราสะท้อนโลกจริงดังกล่าว และในทางปฏิบัติแม้แต่ความคิดของมนุษย์ก็คือสิ่งที่มีจริงอีกด้วย แต่ในทางกลับกันเวลามนุษย์สัมผัสอะไรหรือนึกคิดถึงอะไรในโลกจริง มันมีผลต่อการแปรเปลี่ยนความคิดในสมองเราในลักษณะอตวิสัยด้วย เรามีเสีภาพในความคิด มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีวัตถุจริงที่ไร้จิตสำนึกของมันเอง เช่นก้อนหิน และไม่ได้ปฏิเสธความสามารถของมนุษย์ในการใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ไม่มีจริงเลย แต่เขาเสนอว่าการปฏิบัติหรือการทำงานของมนุษย์เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงโลกวัตถุกับกระบวนการความคิด ดังนั้นงานมนุษย์ไม่ใช่แค่สิ่งที่สร้างมูลค่าให้เราเท่านั้น แต่มันมีความสำคัญในทุกแง่ของชีวิตเราและในการเปลียนแปลงมนุษย์และสังคมอีกด้วย

แม้แต่นิยายและความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาที่ไม่ตรงกับความจริง เราต้องเข้าใจในลักษณะที่มันเป็นผลผลิตและเชื่อมโยงกับการปฏิบัติจริงในสังคมอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ไปดูแค่ว่าคัมภีร์เขียนไว้ว่าอย่างไร พูดง่ายๆ คนที่เชื่อนิยายเหล่านี้มีเหตุผลในการเชื่อนิยาย เขาไม่ได้โง่อะไร แต่ในขณะเดียวกันเรามีพลังในการเปลี่ยนสังคมภายนอกได้ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนตัวเราเองและความคิดของเราได้อีกด้วย วิธีการลบล้างนิยายศาสนาคือการปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนสังคมในโลกจริง

งานนิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค ของมาร์คซ์ เป็นตัวอย่างที่งดงามของการใช้วิภาษวิธีแบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แบบไม่กลไก เพราะมีการมองภาพรวมของสิ่งที่แตกต่างกันและขัดแย้งกัน เช่นโลกจริงภายนอกมนุษย์ กับกระบวนการต่างๆ ภายในมนุษย์เองที่รวมถึงความคิด

มาร์คซ์ วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค และพวกวัตถุนิยมกลไกเพราะเขามองว่ามนุษย์ในโลกจริงเป็นแค่ปัจเจกในสังคมที่เต็มไปด้วยคนอื่นๆ มาร์คซ์เชื่อว่ามนุษย์มีเสรีภาพในความคิด แต่เน้นเสมอว่าในขณะเดียวกันเราไม่ใช่ปัจเจกโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของใยสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์อื่นๆ ทั้งหมดในสังคม เราและความคิดของเราเป็นผลผลิตของสังคมนี้ ดังนั้นถ้าจะเข้าใจปัจเจกต้องเข้าใจในมิติความสัมพันธ์กับคนอื่นเสมอ เราไม่ใช่เม็ดทรายในประชาสังคมของมนุษย์ แต่เราเป็นตะกอนดินเหนียวที่มีผลซึ่งกันและกัน ยิ่งกว่านั้นเรามีความสัมพันธ์ระหว่างกันในลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกันตามรูปแบบสังคมชนชั้นอีกด้วย นี่คือประเด็นที่ตั้งคำถามกับแนวประชาสังคมและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ที่ปฏิเสธชนชั้น

วิภาษวิธีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์เป็นวิธีที่จะพยายามทำความเข้าใจกับลักษณะปัจเจกและลักษณะองค์รวม หรือลักษณะแยกส่วนกับลักษณะองค์รวม พร้อมๆ กัน

นิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค

โดย คาร์ล มาร์คซ์

(แปลโดย ใจ อึ๊งภากรณ์)

1. จุดอ่อนหลักของแนวคิดวัตถุนิยมในอดีต รวมถึงแนวคิดของ ฟอยเออร์บัค ด้วย คือเขามองว่า สิ่งของ ความจริง และความรู้สึกสัมผัส เป็นแค่วัตถุ หรือความนึกคิดของมนุษย์เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่อย่างโดดๆ เท่านั้น โดยไม่เข้าใจว่า "กระบวนการทางจิตใจของมนุษย์ในการสัมผัสโลกจริง" หรือการปฏิบัติของมนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งของความจริงแบบภาวะวิสัยด้วย ดังนั้นจะเป็นพวกสำนักจิตนิยมต่างหากที่ให้ความสนใจกับการปฏิบัติทางจิตใจของมนุษย์ แต่พวกจิตนิยมอธิบายกระบวนการทางความคิดในแง่ที่ลอยอยู่เหนือและไม่เชื่อมโยงกับโลกจริง ฟอยเออร์บัคต้องการแยก "ความรู้สึกสัมผัสโลกจริงของมนุษย์" ที่เขาเห็นว่าเป็นของจริง ออกจาก ความนึกคิด แต่เขามองด้านเดียวจนเขาไม่สามารถมองกระบวนการทางจิตใจของมนุษย์ว่าเป็นกิจกรรมจริงแบบวัตถุนิยมได้ ด้วยเหตุนี้ในหนังสือ"ธาตุแท้ของศาสนาคริสต์" เขาให้ความสำคัญกับทฤษฎีทางศาสนาและการปฏิบัติอย่างตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงของมนุษย์ตามคำเขียนในคัมภีร์เท่านั้น ฟอยเออร์บัคจึงไม่เข้าใจความสำคัญของการปฏิบัติของมนุษย์ในโลกจริงที่ท้าทายและปฏิวัติความความเชื่ออยู่อย่างต่อเนื่อง

2. คำถามที่ว่า ความคิดของมนุษย์จะเป็นความจริงทางวัตถุได้หรือไม่ ไม่ใช่คำถามทางทฤษฎี แต่เป็นคำถามที่ต้องตอบในทางปฏิบัติ ในรูปธรรมมนุษย์จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริง คือในการพิสูจน์ความจริงต้องแสดงให้เห็นพลังและความถูกต้องของความคิด การถกเถียงกันเรื่องความจริงกับความเท็จในเรื่องของความคิดมนุษย์ที่แยกจากการปฏิบัติ เป็นแค่คำถามสำหรับนักวิชาการในหอคอยงาช้าง

3. ข้อเสนอของพวกวัตถุนิยม ว่ามนุษย์คือผลผลิตของบริบทสังคมและการเลี้ยงดูเท่านั้น และถ้ามนุษย์เปลี่ยนไปจากเดิมการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมาจากบริบทและการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันไป เป็นความคิดที่มองข้ามความจริงว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงบริบทของสังคมได้เสียเอง ในลักษณะเดียวกันถ้าไม่มองด้านเดียวจะเห็นว่าครูผู้สอนทุกคนต้องเป็นผู้เรียนรู้ด้วย ด้วยเหตุนี้แนวคิดวัตถุนิยมจึงมีข้อสรุปว่าต้องแยกสังคมออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นส่วนพิเศษที่ลอยอยู่เหนือสังคมและเป็นสิ่งที่กำหนดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม (เช่นความคิดของคนอย่าง โรเบิร์ต โอเว่น ที่เปลี่ยนโครงสร้างโรงงานและชุมชน) แต่ถ้าเราจะเข้าใจภาพรวมของสังคมที่มีทั้งบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปและกิจกรรมหรือการปฏิบัติของมนุษย์ เราต้องมองสองสิ่งนี้ควบคู่กันไป กิจกรรมของมนุษย์นั้นเองที่เปลี่ยนแปลงบริบทของสังคม

4. ฟอยเออร์บัค เริ่มต้นจากการเสนอว่าความคิดทางศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาแล้วแปลงให้แปลกแยกจากมนุษย์จนเราเชื่อกันว่ามันมาจากธรรมชาติ งานของเขาพยายามที่จะละลายโลกนิยายของศาสนาเข้าสู่โลกที่ไร้ศาสนา แต่เขามองข้ามภาระหลักที่ยังจะต้องทำต่อไป เพราะแม้แต่ความคิดที่ไร้ศาสนาของมนุษย์ (เช่นในเรื่องรัฐ หรือตลาด) ก็ยังเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วแปลงสภาพให้แปลกแยกจากตนเองจนลอยขึ้นฟ้าเหนือเมฆได้ ด้วยเหตุนี้เราจำเป็นต้องเข้าใจความแปลกแยกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความแปลกแยกเกี่ยวกับศาสนาหรือความแปลกแยกที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เพื่อให้เราปฏิวัติขจัดความแปลกแยกดังกล่าวและเปลี่ยนแปลงมันไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพิจารณาความคิดเกี่ยวกับศาสนา จะเห็นว่ามันมักสะท้อนกฏระเบียบที่เราสร้างเองเกี่ยวกับครอบครัว เราจึงจำเป็นที่จะต้องวิจารณ์ครอบครัวทั้งทางทฤษฎีและด้วยการปฏิบัติในการปฏิวัติสังคม

5. ฟอยเออร์บัค ไม่พอใจกับการคิดทางจิตใจของมนุษย์แบบลอยๆ ที่ไม่เกี่ยวกับวัตถุจริง เขาจึงวิ่งเข้าไปหาความคิดประเภทที่มาจากการสัมผัส แต่เขาไม่เข้าใจว่าความคิดที่มาจากการสัมผัสเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางจิตใจของมนุษย์ในรูปธรรมด้วย

6. ฟอยเออร์บัค พยายามที่จะกลั่นสาระทางศาสนาให้เหลือแค่เนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ แต่เนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ไม่สามารถย่อลงมาถึงขั้นปัจเจกได้ สิ่งที่ปรากฏจริงเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์คือองค์รวมของความสัมพันธ์ต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ในสังคม ด้วยเหตุนี้ ฟอยเออร์บัค

(1)มองว่าความคิดทางศาสนาเป็นสิ่งโดดเดี่ยวตายตัว และเขาจำเป็นต้องประดิษฐ์มนุษย์ปัจเจกเป็นตัวอย่างสมมุติฐานขึ้นมา และ

(2)ต้องเหมารวม ลักษณะต่าง ๆ ของแต่ละปัจเจกมนุษย์ในลักษณะหยาบ ๆ

7. ฟอยเออร์บัค จึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าความคิดทางศาสนาเป็นผลผลิตของสังคม และปัจเจกสมมุติฐานที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมา เป็นส่วนหนึ่งของสังคมชนิดหนึ่งที่แยกออกมาไม่ได้

8. ชีวิตสังคมเป็นชีวิตรูปธรรม นิยายต่างๆ ทฤษฎีต่างๆ ที่พาเราหลงทาง จริงๆ แล้วต้องเชื่อมโยงอย่างมีเหตุผลกับการปฏิบัติของมนุษย์ในโลกจริง และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติดังกล่าวที่มนุษย์ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง

9. เนื่องจากแนววัตถุนิยมกลไกไม่เข้าใจว่ากระบวนการความคิดของมนุษย์เป็นการปฏิบัติในโลกจริง ความเข้าใจสูงสุดของแนววัตถุนิยมที่เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์จึงได้แต่เพียงสรุปว่าความคิดของมนุษย์เป็นความคิดของปัจเจกโดดเดี่ยวใน "ประชาสังคม"

10. จุดยืนของวัตถุนิยมเก่า คือ "ประชาสังคมของปัจเจก แต่จุดยืนของวัตถุนิยมใหม่คือสังคมมนุษย์ หรือภาพรวมของมนุษย์ทุกคนที่ได้รับการกล่อมเกล่าจากสังคม

11. นักปรัชญาเพียงแต่วิเคราะห์โลกในแง่ต่าง ๆ แต่ประเด็นหลักคือการเปลี่ยนแปลงโลก